ข้อมูลท่องเที่ยวปักกิ่ง

April 17th, 2012 by admin

ปักกิ่ง (ฺำฺำBeijing)

กายกรรมปักกิ่ง
ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศจีนรองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และวัฒนธรรมจีน ในขณะที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ปัจจุบัน แบ่งเป็น 16 เขตและ 2 อำเภอ เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง พื้นที่ทั่วนครเป่ยจิงมีถึง 16,800 ตารางกิโลเมตร ถึงสิ้นปี 2002 ทั่วนครเป่ยจิงมีประชากร 1,136,300 คน นครเป่ยจิงเป็นศูนย์การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษาและเขตชุมทางการคมนาคมทั่วประเทศจีนและก็เป็นเมืองท่อง เที่ยวที่มีชื่อดังทั้งในประเทศจีนและในโลก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีกำแพงเมืองจีน พระราชวัง โบราณ หอฟ้าเทียนถัน สุสานจักรพรรดิสมัยราชวงศ์หมิง วังพักร้อนอี๋เหอหยวนและภูเขาเซียงซาน เป็นต้น ปัจจุบันปักกิ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษแบบมหานคร 1 ใน 4 แห่งของจีน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหลังจากปักกิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โดยเฉพาะหลังจากสมัย 80 ศตวรรษที่ 20 เมืองปักกิ่งได้พัฒนาอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปัจจุบันนี้ปักกิ่งมีถนนที่สลับกัน ตึกสูงๆ โดยไม่เพียงแต่รักษาสภาพเมืองโบราณ และยังแสดงถึงสภาพเมืองที่ทันสมัย กลายเป็นเมืองใหญ่ของโลก

ประวัติศาสตร์เมืองปักกิ่ง

ปักกิ่ง หรือ เป่ย์จิง (Beijing)เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อย่อว่า จิง ตั้งอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ ที่ราบหวาเป่ย ชื่อเดิมคือ จี่ สมัยชุนชิวจ้านกั๋วเป็นเมืองหลวงของแคว้นยัน สมัยราชวงศ์เหลียว เป็นเมืองหลวงรอง ชิ้อยันจิง เป็นเมืองหลวงของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน หยวน หมิง ชิงจนถึง สาธารณรัฐจีน เคยใช้ชื่อจงตู ต้าตู เป่ยผิงและเป่ยจิง เริ่มตั้งเป็นเมืองตั้งแต่ปี 1928 มีประวัติความเป็นมา เริ่ม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี การขุดค้นพบกะโหลก มนุษย์ปักกิ่งตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ปักกิ่งมีความเจริญ รุ่งเรืองมานับแต่ คริสต์ศตวรรษ ที่ 13 ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ทำการก่อสร้างและออกแบบผัง เมืองใหม่และย้ายฐานราชการชั่วคราวในขณะนั้นจาก เมืองหนานจิงมายัง เป่ยจิง หรือปักกิ่งในปัจจุบัน

สถานที่ท่องเที่ยวปักกิ่ง

ทัวร์ปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนกำแพงเมืองจีน
เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วงๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมือง จีนได้สำเร็จ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ มีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลางด้วยกำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์จีนจุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชน เผ่าทางตอนเหนือโดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติม โดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่ เคยมีมา

มีข้อเท็จจริง เกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนที่หลายๆ คนยังไม่เคยทราบมาก่อน 1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low Earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน 2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร 3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง 4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า “กำแพงยาวหมื่นลี้” (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร 5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ี้ยังมีหอ สังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง 7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น 8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน 9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจ ประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ

จัตุรัสเทียนอันเหมิน ทัวร์ปักกิ่ง

จัตุรัสเทียนอันเหมิน
สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติจีนยุคใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง จัตุรัสแห่งนี้ประกอบด้วยอนุสรณ์วีรบุรุษศาลาประชาคม และสถานลำรึกท่านประธานเหมา ในทางด้านเหนือสุดของจัตุรัส เป็นที่ตั้งของหอเทียนอันเหมิน

หอเทียนอันเหมิน
เป็นหอที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1417 ในรัชสมัยราชวงศ์หมิง ปกครอง ใช้เป็นพิธีกรรมสำคัญ กล่าวคือ พิธีประกาศแต่งตั้งสามัญชนเป็นจักรพรรดิ หรือ จักรพรรดินี บริเวณด้านหน้า พระราชวังต้องห้าม (กู้กง) ในปี ค.ศ.1911 ในช่วงยุคสุดท้ายของระบบศักดินา สถานที่แห่งนี้กลายเป็นเขตต้องห้ามมิให้คนทั่วไปเข้าไปได้ยกเว้นราชวงศ์และ ขุนนางเท่านั้น

อนุสรณ์วีรบุรุษ
เป็นแท่งหินสูงตั้งตระหง่านอยู่กลางจัตุรัสเทียนอันเหมินสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1952 เป็นอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติจีน“วีรบุรุษของ ประชาชนเป็นอมตะ” คือข้อความที่ท่านประธานเหมาได้จารึกที่อนุสรณ์

ศาลาประชาคม
อยู่ทางด้านตะวันตก สร้างขึ้นในปี 1959 เป็นที่ประชุมระดับชาติ ทั้งทางด้านการเมืองและการทูต ภายในมีห้องประชุมขนาดใหญ่ 2 ห้อง หลักๆ บรรจุได้รวม 15,000 ที่นั่ง สถานรำลึกประธานเหมา ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของจัตุรัส แบ่งออกเป็น 3 ส่วน และ ที่ตั้งของโลงแก้วคริสตัลบรรจุร่างของท่านประธานเหมา โดยรอบๆของสถานรำลึกประดับด้วยดอกไม้สีสันสวยสดงดงามเพื่อให้แลดูสดชื่น นอกจากนี้ยังมี
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของจัตุรัส ซึ่งเป็นที่ผนวกเอาพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีนกับพิพิธภัณฑ์ปฏิวัติ ใน ปี คศ.2003 ตั้งอยู่ด้านหน้าศาลาประชาคม ภายในพิพิธภัณฑ์ปฏิวัติจัดแสดง ภาพ , หนังสือ และ แบบจำลองของจีนยุคใหม่ ส่วนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีน จัดแสดง ภาพของโบราณต่างๆ ที่มีอายุยาวนาน และ ความรุ่งเรืองของจีน เมื่อ 1,700,000 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 1921 ซึ่งเป็นปีที่ราชวงศ์สุดท้ายสละบัลลังก์ ในปัจจุบัน นี้ จัตุรัสแห่งนี้ ได้กลายสภาพเป็นเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ กินเนื้อที่กว่า 440,000 ตารางเมตร

พระราชวังต้องห้าม ทัวร์ปักกิ่ง

พระราชวังต้องห้าม ทัวร์ปักกิ่ง

พระราชวังต้องห้าม
พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า”เมืองต้องห้ามสีม่วง” พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน ( 39°54′56″N, 116°23′27″E) เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963 พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด ในอดีตภายในเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้

ซึ่งคนเหล่านี้ ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลยแม้ ว่า ประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีนและภาพประตูเทียนอันเหมิ นก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของ อาคารและสวนหย่อมไว้ยูเนสโก ได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยาง เป็นหนึ่งในมรดกโลกในนามพระราชวังหลวง
แห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) โดยเป็นมรดกโลกที่เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้โบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก

พระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวน ทัวร์ปักกิ่ง

พระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวน ทัวร์ปักกิ่ง

พระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวน
“อี้เหอหยวน” หรือวังฤดูร้อน วังฤดูร้อนหรือที่เรียกกันว่า สวนสาธารณะอี้เหอหยวนนั้น ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง เป็นพระราชอุทยานที่มีทัศนียภาพที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๙๐ เฮกต้าร์ ประกอบด้วยเนื้อที่ที่เป็นนํ้า ๓ ส่วน เนื้อที่ที่เป็นดิน ๑ ส่วน เมื่อศตวรรษที่ ๑๒ จักรพรรดิองค์หนึ่งแห่งราชวงศ์จินทรงมีพระราชโองการให้สร้างที่ประทับแรม ขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก ต่อมาในหลายราชวงศ์มีการสร้างเสริมเติมต่อหลายครั้ง พระจักรพรรดิเฉียงหรงแห่งราชวงศ์ชิงทรงมีพระราชโองการให้สร้างขยายอุทยาน แห่งนี้ให้กว้างออกไปและทรงให้ชื่อว่า อุทยาน “ชิงอีหยวน” เมื่อ ค.ศ. ๑๘๖๐ อุทยานแห่งนี้ถูกทหารพันธมิตร อังกฤษ – ฝรั่งเศสเผาทําลาย ต่อมาเมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๘ พระนางซูสีได้ใช้งบประมาณกองทัพเรือของชาติซี่งเป็นเงินแท่ง ๕ ล้านตําลึงมาสร้างอุทยานนี้ขึ้นใหมและเปลี่ยนชื่อเป็น “อี้เหอหยวน” อุทยานนี้มีชื่อเลื่ื่องลือไปทั่วโลก
ก็ด้วยมีทิวทัศน์ สวยงาม อุทยานอี้เหอหยวนประกอบด้วยสองส่วนคือ เขา “ว่านโซ่วซาน” และ ทะเลสาบ “คุนหมิงหู” บนเขาว่านโซ่วซานได้สร้างวิหาร ตำหนัก พลับพลา และเก๋งจีนอันงดงามไว้หลายรูปหลายแบบ ตั้งอยู่ลดหลั่นรับกันกับภูมิภาพ ที่เชิงเขามีระเบียงทางเดินที่มีระยะทางไกลถึง ๗๒๘ เมตร ลัดเลาะไปตามริมทะเลสาบคุนหมิงหู ในทะเลสาบคุนหมิงหูมีเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่ง มี สะพาน ๑๗ โค้งอันสวยงามเชื่อมติดกับฝั่ง ทั่วทั้งอุทยานจัดไว้ได้สัดส่วนงดงามตระการตาซึ่งแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ของศิลปะในการสร้างอุทยานของจีน

วัดลามะ ทัวร์ปักกิ่ง

วัดลามะ ทัวร์ปักกิ่ง

วัดลามะ
วัดลามะหรือ ยงเหอกง เป็นวัดหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบตอันลือชื่อ กินเนื้อที่กว่า 6 หมื่นตารางเมตร ตำหนักต่าง ๆมี กว่า 1000 ห้อง วัดลามะนี้แต่เดิมเป็นพระตำหนักที่เฉียนหรงฮ่องเต้ กษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ชิงสร้างให้องค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้ง ปีค.ศ 1723 องค์ชายสี่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ์องค์ที่ 3 จึงย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังโบราณ ส่วนพระตำหนักนี้มีพื้นที่ครึ่งหนึ่งปรับเป็นที่พักผ่อนอิริยาบถนอกวัง ขององค์ชายสี่ อีกครึ่งหนึ่งถวายพระลามะจังเจียฮูถูเค่อถู จึงกลายเป็นวัดลามะของทิเบตนิกายหมวกเหลือง นิกายหมวกเหลืองเป็นนิกายย่อยนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบต ผู้ก่อตั้งชื่อ หลัวปู้จ้าง จงเค่อปา เริ่มบวชตั้งแต่อายุ 8 ขวบ พออายุ 17 ปีก็เดินทางไปทิเบตเพื่อศึกษาคัมภีร์นิกายลามะ ต่อมาได้เป็นนิกายศาสนาพุทธที่ปกครองทิเบต เนื่องจากพระภิกษุของนิกายนี้สวมจีวรสีเหลือง จึงได้ชื่อว่านิกายเหลือง พระลามะองค์นี้มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปนิกายลามะ
ทั้งพระทะไลลามะ และพระปันเชนลามะล้วนเป็นลูกศิษย์ของท่าน ในวัดลามะมีโบราณวัตถุและสิ่งปลูกสร้างโบราณมากมาย ในจำนวนนี้มีของล้ำค่าอยู่ 3 อย่าง ของล้ำค่าอย่างแรกคือภูเขาพระอรหันต์ 500 รูป สูงเกือบ 4 เมตร ยาวกว่า 3 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอม หากมองดูไม้แกะสลักชิ้นนี้แต่ไกล จะเห็นเป็นภาพภูเขาเขียวนิ่งสงบ ต้นสนเขียวขจี พระเจดีย์แกะสลักอย่างประณีต ศาลาโบราณเรียบง่าย มีถ้ำลึกลับ ทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว มีบันได สะพานและสายน้ำเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่ถ้ามองดูให้ใกล้ชิด จะเห็นฝีมือแกะสลักที่ชำนาญยิ่ง มีเขาหลายรูปติดต่อกันเป็นชั้น ๆ ตามเขาเหล่านี้มีพระอรหันต์ 500 องค์กระจายอยู่ แม้จะเป็นรูปแกะสลักเล็ก ๆ ก็ตาม แต่ทุกรูปมีหน้าตารูปร่างต่างๆ กัน มีชีวิตชีวา เป็นงานแกะสลักที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ที่น่าเสียดายก็คือหลังจากผ่านภัยสงครามมาหลายครั้ง พระอรหันต์บนเขามี เหลืออยู่เพียง 449 องค์เท่านั้น ของที่ล้ำค่าอย่างที่สองคือ พระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่อยู่ในวิหารว่านฝูเก๋อ วิหารว่านฝูเก๋อยังได้ชื่อว่าเป็นหอพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เป็นวิหารที่สูงใหญ่ที่สุดภายในวัดลามะ สูงกว่า 30 เมตร มีหลังคา 3 ชั้น ก่อด้วยไม้ทั้งหมด ในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยปางยืนที่แกะสลัก ด้วยไม้จันทน์หอมสีขาว สูง 26 เมตร ส่วนล่าง 8 เมตรฝังอยู่ใต้ดิน อีก 18 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน พระพุทธรูปทั้งองค์มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อค.ศ 1979 มีการบูรณะซ่อมแซม พบว่าไม้จันทน์หอมที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 200 ปี แต่เนื้อไม้ยังแข็งแกร่งไม่สึกหรอ แสดงให้เห็นถึงฝีมือระดับสูงในการแกะสลักและการอนุรักษ์โบราณวัดถุของช่าง ประติมากรรมโบราณของจีนอย่างเต็มที่ ของที่ล้ำค่าอย่างที่สามคือแท่นพระพุทธรูปในวิหารเจ้าฝูโหลว ข้างในมีพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่หล่อด้วยทองเหลือง ด้านหลังของพระพุทธรูปมี ประภามณฑลเหมือนฉากบังตา แท่นบูชาพระพุทธรูปและประภามณฑลล้วนแกะสลักด้วยไม้ชื่อว่า จินเซอหนานมู่ ฝีมือแกะสลักก็ประณีตมาก แท่นพระพุทธรูปมีส่วนบนสูงจรดเพดาน แบ่งเป็นชั้นนอกชั้นใน 3 ชั้น ในยามตะวันตกดิน พระพุทธรูปประทับยืนอย่างสง่างาม แสงอาทิตย์ส่องกระทบกระจกเงาที่ทำ ด้วยทองเหลืองที่ติดอยู่บนประภามณฑล แสงสะท้อนตามกระจกเงาทองเหลืองเป็นวงกลมล้อมรอบองค์พระพุทธรูป บวกกับแสงของตะเกียงที่ไม่มีวันดับ ทำให้ข้างในวิหารสว่างไสวไปทั่ว แท่นพระพุทธรูปส่วนบนมีเสาไม้แกะสลักมังกรทองคำ 2 เสาค้ำรับไว้ คานเพดานหุ้มด้วยทองคำ แกะสลักมังกร 99 ตัวพัน อยู่โดยรอบมังกรบางตัวกางเล็บออกมา บางตัวทำท่ากำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนจริงมาก นอกจากของล้ำค่า 3 อย่างดังกล่าว สถาปัตยกรรมและของประดับประดาภายในวัดลามะล้วนมีลักษณะพิเศษโดดเด่น เช่นวิหาร ฝ่าหลุนเตี้ยนเป็นสิ่งปลูกสร้างทรงจตุรมุข บนหลังคาวิหารมีเจดีย์บุทองคำ 5 องค์เลียนแบบทรงทิเบต เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชนชาติทิเบต ซึ่งรวมเอาศิลปวัฒนธรรมทั้งแบบชนชาติจีนและชนชาติทิเบตเข้าด้วยกัน ในวัดยังมีแท่นศิลาจารึกที่มี4 ด้าน 4 ภาษา แต่ละด้านแกะสลักตัวอักษรภาษาจีน ภาษาแมนจู ภาษามองโกลและภาษาทิเบต เนื้อหาของตัวอักษรเหล่านี้มาจากหนังสือ หล่ามาซัว(ทฤาฎีลามะ) ซึ่งจักรพรรดิ์สมัยราชวงชิงทรงนิพนธ์ กล่าวถึงความเป็นมาของศาสนาพุทธนิกายทิเบตและนโยบายของรัฐบาลชิงที่มีต่อ นิกายลามะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของชนชาติต่าง ๆ ในจีน วัดลามะเปิดให้ผู้คนเข้าชมเมื่อปีค.ศ 1981 แต่ละปีมีผู้คนทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนมาเยี่ยมชมและกราบไหว้บูชา ปัจจุบัน วัดลามะมิเพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นค ลังแห่งศิลปวัฒนธรรมของชนชาติจีน แมนจู มองโกลและทิเบตด้วย

หอฟ้าเทียนถาน ทัวร์ปักกิ่ง

หอฟ้าเทียนถาน ทัวร์ปักกิ่ง

หอฟ้าเทียนถาน
หอฟ้าเทียนถานเป็นสถานบวงสรวงเทพยดาที่ใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่งซึ่งยังคงรักษาไว้ในจีน ประกอบด้วยตําหนักฉีเหนียนเตี้ยน ตําหนักหวงฉงอี่ และลานหยวนชิว เป็นต้น เทียนถานตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงปักกิ่ง มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๗๓ เฮกต้าร์ เป็นสถานซึ่งจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงใช้เป็นที่บวงสรวงเทพยดา ในระยะย่างเข้าฤดูหนาวถึงเดือนอ้ายตามจันทรคติทุกปี พระจักรพรรดิจะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีบวงสรวงที่นั่นเพื่อให้การเก็บเกี่ยว ได้ผลอุดม ตําหนักฉีเหนียนเตี้ยนเป็นตําหนักเอก เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. ๑๔๒๐ ห่างจากปัจจุบัน ๕๐๐ กว่าปี เป็นรูปทรงกลมหลังคา ๓ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีนํ้าเงิน ไม่มีขื่อและอกไก่ อาศัยเสาไม้ ๒๔ ต้น เป็นโครงยึดไว้ซึ่งได้ชื่อว่า”ตําหนักไม่มีขื่อ”ภายในตําหนักมีภาพวาดสี ประณีตงดงาม บนเพดานวาดเป็นรูปมังกรและหงส์ลานหยวนชิวซึ่งตั้งอยู่ทางด้านใต้ของตําหนัก ฉีเหนียนเตี้ยนเป็นแบบคล้ายเวทีกลม ๓ ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีนํ้าเงินและสีขาว แต่ละชั้นล้อมรอบด้วยลูกกรงหินอ่อนสีขาว
เป็นสถานซึ่งพระ จักรพรรดิบวงสรวงเทพยดาหรือขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลตําหนักหวงฉงอี่สร้างเป็น รูปทรงกลมหลังคาชั้นเดียวมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีนํ้าเงินแก่ เป็นสถานสําหรับเก็บรักษาแผ่นป้ายพระนามเทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์ตําหนักนี้ ล้อมรอบด้วยกําแพงเตี้ย ๆ กําแพงนี้สร้างถูกต้องตามหลักวิชาว่าด้วยเสียง จึงสะท้อนเสียงได้จนเป็นที่เลื่องลือ เมื่อสองคนยืนอยู่ที่กําแพงคนละฟาก คนหนึ่งพูดใส่กําแพงเบา ๆ อีกคนหนึ่งเอาหูแนบกับกําแพง ก็จะได้ยินเสียงพูดจากฝ่ายตรงกันข้าม

อ้างอิง: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,เว็บไซด์ ของ WLC ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศจีน

Posted in ทัวร์ปักกิ่ง ท่องเที่ยวปักกิ่ง | Comments Off

ข้อมูลสวิตเซอร์แลนด์ทั่วไป

April 17th, 2012 by admin

สวิตเซอร์แลนด์ (อังกฤษ: Switzerland, เยอรมัน: die Schweiz, ฝรั่งเศส: la Suisse, อิตาลี: Svizzera, โรมานช์: Svizra) หรือชื่อทางการคือ สมาพันธรัฐสวิส (Swiss Confederation) เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ปกครองแบบสหพันธ์ และตั้งอยู่ทวีปยุโรปกลาง โดยมีพรมแดนติดกับประเทศ เยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรีย และประเทศลิกเตนสไตน์ นอกจากจะมีความเป็นกลางทางการเมืองแล้ว สวิตเซอร์แลนด์ นับว่ามีการร่วมมือกันระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติหลายแห่ง

ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ ตราประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ ตราประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประวัติศาสตร์ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Julius Caesar

Julius Caesar

ยุคก่อนประวัติศาสตร์
เมื่อ 10,000ปีก่อนคริตสกาล พวกกลุ่มนักล่าสัตว์และกลุ่มคนเร่ร่อน ได้ย้ายถิ่น ฐานเข้ามาอยู่อาศัย ในเขตทาง ตอนเหนือของเทือกเขา แอลป์ (Alp)ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือพื้นที่บริเวณ Graubündenใจกลาง ประเทศสวิสเซอร์แลนด ์เป็นครั้งแรกต่อมาก็ได้มีการขยาย อาณาเขตออกไปเรื่อยๆตามพื้นที่บริเวณลุ่ม ทะเลสาบต่างๆ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาลชนเผ่าเซลท์ (Celt คือกลุ่มชนชาติที่พูดภาษาเซลติก) ได้เริ่มย้ายถิ่นฐานจากทางเยอรมัน ตอนใต้ เข้าไปสู่พื้นที่ลุ่ม ทะเลสาบในตอนกลาง ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพิ่ม มากขึ้น โดยทางด้านตะวันออกของ สวิตเซอร์แลนด์เป็น ที่อยู่อาศัยของพวก Raetia ส่วนทางด้าน ตะวันตก ถูกครอบครองโดยชาว Helvetii นอกจากนั้นก็ยังมีชนเผ่าอื่นๆ ที่กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ อีกเป็นจำนวนมาก คือ ชนเผ่า Lepontier ทางแคว้น Tessin ชนเผ่า Seduner ในเขต Wallisและทะเล สาบเจนีวาต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันในประมาณ 58 ปีก่อนคริสตกาล

ชนเผ่าโรมัน ภายใต้การนำของจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ได้เข้าโจมตี และยึดดินแดนของชนเผ่า Helvetii และดินแดนส่วนอื่นๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน ช่วงนี้เองที่ได้เริ่มที่การก่อสร้าง ถนน หนทางและระบบ ผังเมืองขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นเป็นครั้งแรก เช่น ในบริเวณเมือง Basel,Chur, Geneve, Zurich ในปัจจุบันโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง Avenches ในช่วงปลายของยุคสมัยโรมัน ประมาณปีคริตศตวรรษที่ 4 ถึง 6 ศาสนาคริสต์ได้เผยแผ่เข้ามาในเขตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ได้มีการตั้งตำแหน่ง Bishop ขึ้นตามเมืองต่างๆ และเชื่อกันว่าอาณาจักรโรมันก็ล่มสลายลงในช่วงนี้เอง

ยุคของอดีตสมารัฐสวิส
ช่วงที่ถือได้ว่าเป็นช่วงของการก่อตั้งประเทศสวิตเซอร์แลด์หรือประเทศ สมาพันธรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1291 เมื่อมณฑล 3 มณฑลในเขตเทือกเขา แอลป์ คือ Uri, Schwyz และ Unterwalden ได้รวมตัวกันขึ้นเป็น อดีตสมาพันธรัฐสวิส(Old Swiss Conferderation หรือที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า Alte Eidgenossenschaft) ซึ่งการรวมกลุ่มนี้ไม่ได้เพื่อต้องการแยกออกเป็น ประเทศ แต่เพียงเพื่อต้องการจะต่อต้านอำนาจ ของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ซึ่งการรวมกลุ่มครั้ง ไม่ได้รับการ ยอมรับจาก้ราชวงศ์ฮับส์บวร์ก และมีการทำสงครามกันเรื่อยมาในปี1315กลุ่มของชาวบ้านที่เป็นทหารของสวิสใน สมัยนั้นก็ทำสงครามชนะ ทหารของราชวงศ์ฮับส์บวร์กในสงคราม Morgatenหลังจากนั้นเมือง Zurich, Lucerne, Glarus, Zugและ Bernก็ได้เข้าร่วมเป็นอดีต สมาพันธรัฐสวิส และได้ การเรียกชื่อ กลุ่มการรวมตัวของมณฑล8มณฑลนี้ว่า Schwyzภายหลังจาก การรวมตัวนี้แล้วก็ยังคงมีการรวมตัว ของมณฑลต่างๆ อยู่เรื่อยๆ จนเมื่อสิ้นสุด ปี ค.ศ. 1513 ก็มีมณฑลเข้าร่วมทั้งหมด

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1และครั้ง2
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้วางตัวเป็นกลางทางด้านการทหาร บทบาทสำคัญเพียงอย่างเดียวของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสงครามโลกครั้งที่ 1ก็คือการส่งสภากาชาดเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อสงครามโลกผ่านพ้นไปกลิ่นอายแห่งสงครามกลับ ทำให้เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ตกต่ำลง และเริ่มฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วงปพ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ยุคนี้ยังเป็นยุคแห่งการถือกำเนิด ของศิลปินชื่อดังอีกด้วยถึงแม้ว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะวางตัวเป็น กลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2แต่สวิตเซอร์แลนด์กลับมี บทบาทสำคัญในทางด้าน เศรษฐกิจคือธนาคารของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้กลายเป็นสถานที่เพื่อใช้แลก เปลี่ยนเงินผิดกฎหมายของพวกนาซีเยอรมัน

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2488(ค.ศ. 1945)ได้มีการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติที่กรุงเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศหลายประเทศได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาติแต่ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ แต่ประเทศเจ้าบ้านกลับไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสมัยแรก โดยองค์การสากลแห่งแรกที่สวิส เข้าร่วมเป็นสมาชิกภายหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 คือองค์การ UNESCO ซึ่งเข้าร่วมในปี พ.ศ. 2491(ค.ศ. 1948)ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตัดสินใจเข้าร่วม เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) ต่อมาในปี 2548 ประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้ทำการ ลงประชามติเพื่อให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมเป็นประเทศในสนธิสัญญาเช็ง เก็น (Schengen Agreement)

วัฒนธรรมและประชากรประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ประชาชนร้อยละ 48 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 44 นับถือนิกายโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 8 นับถือศาสนาอื่นๆหรือมิได้นับถือศาสนา จำนวนประชากร 6.9 ล้านคน เมืองหลวง กรุงเบิร์น (Bern) เมืองมรดกโลก เนื้อที่ทั้งประเทศ 41,293 ตารางกิโลเมตร

สภาพภูิมิอากาศประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในสวิตเซอร์แลนด์มีอากาศแตก ต่างกว่ากันมากไม่เหมือนกันทั่วทั้งประเทศ เนื่องจากมีภูมิประเทศที่แตกต่างกว่ากันหลายๆแห่ง จากเทือกเขาที่ล้อมรอบ จากทะเลสาบ ได้รับ อิทธิพลจากความชื้น จะมีลมหนาวเย็นจากขั้วโลกเหนือพัดผ่านมาทางทิศเหนือผ่านจากเทือกเขาAlp และลมอุ่นมาจากทางทิศใต้เพราะอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ภาคใต้จะมีอากาศอบอุ่นมาก บางแห่งในสวิตเซอร์แลนด์อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวจะแตกต่างกันมาก ฤดู ของสวิตเซอร์แลนด์มี 4 ฤดูเหมือนๆกับประเทศยุโรปทั่วๆไป
Fruehling ฤดูใบไม้ผลิต
จะเริ่มวันที่ 21 เดือนมีนาคม อากาศช่วงนี้ยังหนาวอยู่ ฤดูนี้เป็นฤดูที่สวย ที่สุดในฤดูทั้งหมด ดอกไม้ต่างๆจะเริ่มผลิบานเต็มไปหมด พวกต้นไม้ไม่ว่าจะ เป็นต้นแอปเปิล ต้นพีชและอีกมากมายจะออกดอกบานสะพรั่งสวยงามมาก ยิ่งขึ้นไปบนภูเขาจะเห็น ดอกไม้ภูเขานาๆชนิดที่หาดูไม่ได้จากข้างล่างออกดอกแข่งกันสวยมาก เหมือนเดิน อยู่บนวิมานที่ปูพรมดอกไม้ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่ว
Sommer ฤดูร้อน
จะเริ่มวันที่ 21 เดือน มิถุนายน อากาศช่วงนี้จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งฝนตกปรอยๆไปถึงตกหนักอากาศช่วงนี้จะร้อนบางครั้งร้อนมากคนที่นี่จะ ออกเที่ยวกันมากจะพากันแบกเป้เร่ร่อนไปตามสถานที่ต่างๆ ส่วนมากจะพากันขึ้น เขาไปชมธรรมชาติ และคนจะเริ่มออกป่าล่าเห็ดกันถ้าเข้าไปเดินในป่าจะเห็นคน เดินถือตะกร้ากัน
Herbst ฤดูใบไม้ร่วง
จะเริ่มเดือนวันที่ 23 กันยายน ช่วงนี้อากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนกลางวันยังอุ่นอยู่แต่ตกตอนเย็นจะเริ่มหนาวเย็นต้องระวังให้มากนะจะเจ็บ ป่วยได้ง่ายๆควรจะแต่งกายให้รัดกุมมาก ช่วงนี้บรรยากาศสวยมาก ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทอง สีส้มอมแดง
Winter ฤดูหนาว
จะ เริ่มวันที่ 22 เดือนธันวาคม ฤดูนี้พวกนักสกีและพวกเด็กๆรอคอยที่จะไปเล่นสกี และล้อเลื่อน เอาหิมะมาปั้นเป็นรูปต่างๆหิมะตกสวยงามมาก สังเกตได้เลยก่อนหิมะจะตกจะรู้สึกหนาวจัดเย็นมากและหิมะจะเริ่มตกตอนหิมะตก อากาศจะเริ่มอุ่น การเดินช่วงหิมะตกเป็นช่วงที่รู้สึกดีมากรู้สึกสดชื่นและ ทำให้นอนหลับได้ดี แต่ถ้าหิมะตกหลายๆวันและหิมะเริ่มละลายนี่ต้องระวังมาก ถนนจะลื่นจับตัวเป็นน้ำแข็งถ้าเริ่มมาหนาวจัดลบต่ำกว่าศูนย์อีก

ภาษา

เยอรมัน – ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ฝรั่งเศส – ภาคตะวันตก
อิตาเลียน – ภาคใต้
โรมันช์ (Rhaeto-Romanic – ภาษาละตินโบราณ) ใช้พูดกันในชนกลุ่มน้อยของมณฑล กริซองส์ (Grisons)
อังกฤษ – พูดกันได้ทั่วไปโดยเฉพาะในเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

สกุลเงิน

ใช้สกุลเงินฟรังก์สวิส (CHF) เทียบเป็นเงินไทยได้ประมาณ 33 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราค่าเงินขณะที่ท่านแลก ธนบัตรสวิสมีมูลค่า 10, 20, 50, 100, 500, 1,000 ฟรังก์ เงินเหรียญมีมูลค่าตั้งแต่ 5, 10, 20, 50 เซนต์ (Centimes) และ 1, 2, 5 ฟรังก์ ณ วันที่ 20 ธันวาคม

ศุลกากร

เมื่อเดินทางออกนอกประเทศจะต้องนำสินค้าที่ซื้อกับฟอร์มคืนเงินภาษีไปให้ ศุลกากรตรวจเอกสารและสินค้า และประทับตราในแบบขอคืนภาษีด้วย

เมืองน่าเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ลักษณะภูมิประเทศที่มีความหลาก หลายและมีระดับความสู้ที่แตกต่างกันอย่างมากช่วยทำให้การเดินทางมาเยือน สวิตเซอร์แลนด์เป็นประสบการณ์ที่สุดแสนคุ้มค่าโดยไม่จำกัดว่าเป็นช่วงเวลาใด หรือที่ไหน เพราะว่าในฤดูใบไม้ผลิตที่สวิตเซอร์แลนด์ตะวันออกและบริเวณที่ราบลุ่มนั้น นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความเขียวชอุ่มของทุ่งหญ้าและสวนดอกไม้ ที่พากันออกดอกบานสะพรั่งครั้นถึงฤดูร้อน นักท่องเที่ยวก็จะได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติที่แตกต่าง ออกไปจากบริเวณชายฝั่งทะเลสาบที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศ

Posted in ทัวร์สวิตเซอร์แลนด์ ท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ | Comments Off

ข้อมูลฝรั่งเศสทั่วไป

April 17th, 2012 by admin

France ฝรั่งเศส

France ฝรั่งเศส France ฝรั่งเศส

ข้อมูลทั่วไปฝรั่งเศส

สาธารณรัฐ ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีศูนย์กลางตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตกทั้งยัง ประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่นๆในต่างทวีปประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ทอดตัว ตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงช่องแคบอังกฤษและทะเลเหนือ และจากแม่น้ำไรนจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกชาวฝรั่งเศสมักเรียกแผ่นดินใหญ่ว่าหก เหลี่ยม (L’Hexagone)เนื่องจากรูปทรงทางกายภาพของประเทศ ประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยยึดอุดมการณ์จากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และของพลเมืองประเทศฝรั่งเศส มีพรมแดนติดกับประเทศเบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี โมนาโก อันดอร์ราสเปนและเนื่องจากประเทศฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลไว้ในครอบครอง ทำให้มีอาณาเขตติดกับประเทศบราซิลและซูรินาเม(ติดกับเฟรนช์เกียนาและหมู่ เกาะอินดีสเนเธอร์แลนด์ตะวันตก (ติดกับแซงต์-มาร์แตง)อีกด้วย นอกจากนั้นประเทศฝรั่งเศสยังเชื่อมกับสหราชอาณาจักรทางอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ อีกด้วยประเทศฝรั่งเศสเคยเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกตั้งแต่คริสต์ ศตวรรษที่ 17เป็นต้นมาในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 จักรวรรดิฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศจักรวรรดินิยมที่มีอาณานิคมในครอบครอง มากที่สุดในโลกแผ่อาณาเขตตั้งแต่แอฟริกาตะวันตกจนถึงเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากอิทธิพลทางวัฒนธรรม ภาษาและการเมืองการปกครองของดินแดนนั้นๆ ประเทศฝรั่งเศสถูกจัดให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ที่ 6ของโลกประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกอีก ด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า82ล้านคนต่อปี ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดใน กลุ่มประเทศอีกด้วย ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศผู้ก่อตั้งสหประชาชาติ เป็นสมาชิกประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสโลกจีแปด นาโต้และสหภาพละติน ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและ เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 360 หัวรบและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 59 แห่ง

ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
France ฝรั่งเศสชาวฝรั่งเศสสืบเชื้อสายมาจากพวกโกลในศตวรรษที่ 1จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ชื่อประเทศ Franceมาจากคำว่าแฟรงก์เช่นกัน)ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่มีบันทึกว่าเริ่ม ในศตวรรษที่5เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ใน ค.ศ.843ก็มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี ราชสำนักฝรั่งเศสขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14ซึ่งในยุคนี้ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่อยุโรปเป็นอย่างมากฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนถึงการ ปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1792 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐหลังจากนั้นนโปเลียนโบนาปาร์ตได้ตั้งตัวเอง เป็นจักรพรรดิและรุกรานประเทศอื่นๆในทวีปยุโรปเมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สองแต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนได้ยึดประเทศและตั้งจักรวรรดิที่สองอีกครั้งตั้งแต่

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17ถึงทศวรรษที่ 60ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมจักรวรรดิฝรั่งเศสมีพื้นที่ใหญ่มากโดยช่วงที่ใหญ่ ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20ถึง 30ซึ่งมีกว่า12,898,000ตารางกิโลเมตรและเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิอังกฤษฝรั่งเศสได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามโลกทั้ง สองครั้งปัจจุบันใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้งประธานาธิบดีและ นายกรัฐมนตรี(เรียกยุคสาธารณรัฐที่ห้า)ทศวรรษที่ผ่านมาฝรั่งเศสและเยอรมนี เป็นผู้นำของการรวมตัวตั้งประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

วัฒนธรรมและประชากร ฝรั่งเศส

วัฒนธรรมชาวฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการนอนกลางวันจึงส่งผลให้ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส ชอบนอนกลางวันตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนลึกของวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับของอังกฤษและอิตาลีอยู่แล้ว ไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจนเด่นชัด เช่น การจับมือ ภาษา เป็นต้นประชากร ประชากร ประชากรจำนวน 62.2 ล้านคน (ปี 2005) ความหนาแน่นของประชากร 96 คนต่อตารางกิโลเมตรเมืองมีประชากรมากกว่า 100,000 คนมีถึง 57 เมือง

สภาพภูมิอากาศ

ในฝรั่งเศสนับเป็นข้อได้เปรียบประการหนึ่งทางด้านการท่องเที่ยวโดยทั่วไปสามารถแบ่งเขตอากาศในฝรั่งเศส
ออกเป็น4เขตใหญ่ๆคือ -เขตอากาศแบบมหาสมุทรทางภาคตะวันตกของประเทศ ได้แก่ พื้นที่ Bayonne-Lille
ซึ่งมีความชื้นสูง เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน
-เขตอากาศแบบกึ่งแผ่นดินใหญ่ ได้แก่ พื้นที่ Alsace Lorraine พื้นที่ตามแนวแม่น้ำ Rhône และพื้นที่ภูเขา(Alpes – Pyrenees – Massif Central) ซึ่งหนาวเย็นมากในฤดูหนาว และค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน
-เขตอากาศแบบปานกลางซึ่งหนาวเย็นในฤดูหนาวและอบอุ่นในฤดูร้อนได้แก่ภาคเหนือของประเทศพื้นที่ปารีส
และปริมณฑล และในเขตตอนกลางประเทศ
-เขตอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งไม่หนาวมากนักในฤดูหนาว แต่ร้อนมากในฤดูร้อน

ภาษา

ภาษาฝรั่งเศส (Francais)

สกุลเงิน

หน่วย เงินของฝรั่งเศส :คือฟรังค์ (FF)1ฟรังค์มีค่าเท่ากับ 100ซองตีม(เซนต์)ซึ่งมีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 7 บาท (เดือน มิถุนายน 2541) ธนบัตรฝรั่งเศสมีมูลค่า 500,200,100,50 และ 20 ฟรังค์ เงินเหรียญของฝรั่งเศสมีมูลค่า 50,20,10 และ 5 ซองตีม เหรียญ 50 ซอง จะออกมาในลักษณะ ฟรังค์

ศุลกากร

ผู้ เดินทางที่ไม่ใช่ประชากรสหภาพยุโรปต้องแสดงรายการสินค้า เพื่อเสียภาษีในกรณีที่ราคาเกินกว่า175ยูโร ขึ้นไป วัตถุต้องห้าม นำเข้าได้แก่ ยาเสพย์ติดและยาผิดกฎหมาย อาวุธ พืชมีชีวิต งาช้าง ฯลฯ

สิ่งที่ควรทำ-ไม่ควรทำ

1.คุณ สามารถกล่าวทักทายว่าบงชู(Bonjour)ซึ่งหมายถึงสวัสดีตอนเช้าหรือบง ซัว(Bonsoir)ที่หมายถึงสวัสดีตอนเย็น และกล่าวลาเมื่อจะจากไปด้วยคำว่า”โอ(เครอ)วัว(Au revoir)”ที่แปลว่า ลาก่อนและกล่าวขอบคุณว่า “แม็กซิ (Merci)
2.วิธีทักทายสำหรับคนที่รู้จักกันนั้นคือการแลกจูบแก้มซึ่งกันและกันไม่ว่า คู่ทักทายของคุณจะเป็นหญิงหรือชาย ตามงานพิธีต่างๆ ชาวฝรั่งเศสใช้วิธีชนแก้มกันทั้งสองข้าง ว่ากันว่าชาวปารีสนิยมแนบแก้มกันถึง 4 ครั้ง ถ้าเป็นเมืองนอกเขตปารีสทำเพียง 2 ครั้ง
3.เมื่อไปรับประทานอาหารตามภัตราคารอย่าตะโกนเรียกบริหรว่า”กา ร์ซ็อง(garcon)”ที่ตรงกันกับภาษาอังกฤษว่าboyซึ่งในภาษาฝรั่งเศสถือว่าไม่ สุภาพ ควรเรียกว่าเมอซิเออร์ และกล่าวคำว่า ซิล วู เปล ซึ่งแปลว่ากรุณา เวลาสั่งอาหารหรือขออะไรเพิ่มเติมจึงถือว่าสุภาพและควรถอดหมวก เสื้อคลุม โอเวอร์โค๊ดหรือแจ้กเก็ต เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ก่อนทุกครั้ง
4. สนามหญ้าในฝรั่งเศสมีไว้ให้ดูและชื่นชมความเขียวชอุ่ม ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ยกเว้นตามสนามหญ้าที่เปิดเป็นสาธารณะ หากคุณละเมิดกฏเข้าไปในสนามหญ้าซึ่งมีป้าย pelouse interdite แปลว่า สนามหญ้าห้ามเข้า กำกับอยู่ ถือว่าคุณทำผิดกฏหมาย
5. เมื่อชาวฝรั่งเศสต้องการโบกมือลาเขาจะยกมือพร้อมกับขยับนิ้วขึ้นลง ๆ
6. รถแท็กซี่ในฝรั่งเศสนั่งได้ 3 คน เฉพาะที่ตรงด้านหลังคนขับเท่านั้นที่นั่งด้านขวามือข้างหน้าคู่กับคนขับนั้น มักไว้ให้เป็นที่นั่งของสัตว์เลี้ยง

Posted in ทัวร์ฝรั่งเศส ท่องเที่ยวฝรั่งเศส | Comments Off

ปราการเกีย (Guia Fortress ) และ ประภาคารเกีย (Guia Lighthouse)

April 17th, 2012 by admin

ปราการเกีย (Guia Fortress ) และ ประภาคารเกีย (Guia Lighthouse)ป้อม ปราการที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1622-1638 ภายในเป็นที่ตั้งของหอสวดเกีย (Guia Chapel) ที่แรกก่อตั้งโดยแม่ชีคลาริสต์ ผู้พำนักอยู่ที่นี่ก่อนจะไปก่อตั้งสำนักซีเซนต์แคลร์ (Convent of St.Clare) เป็นสถานที่อีกแห่งที่แสดงถึงการกลมกลืนในวัฒนธรรมต่างๆ นานาของมาเก๊า ด้วยเฟรสโก้ภายในหอสวดที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งของจีนและตะวันตก ด้วยลักษณะเด่นของศาสนาและแรงดลใจจากเทพนิยายปกรณัม ส่วนประภาคารเกีย (Guia Lighthouse)ตั้งอยู่บนยอดเขาเกียซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของมาเก๊า ที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 1865 ถือเป็นประภาคารสมัยใหม่แห่งแรกที่สร้างขึ้นบนชายฝั่งจีนทั้งนี้ ปราการเกีย หอสวด และประภาคาร ต่างเป็นสัญลักษณ์ทางการเดินเรือ การทหาร และการศาสนาครั้งอดีต

ปราการเกีย (Guia Fortress ) และ ประภาคารเกีย (Guia Lighthouse)

Posted in ทัวร์มาเก๊า ท่องเที่ยวมาเก๊า, สถานที่ท่องเที่ยวมาเก๊า | Comments Off

พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa Houses Museum)

April 17th, 2012 by admin

พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa Houses Museum)

พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa Houses Museum)เป็นอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งซึ่งมีความสวยงามและขึ้นชื่อว่าเป็นถนนสาย โรแมนติกของทุกคู่รัก โอบล้อมด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงาม ด้วยอาคารสไตล์โปรตุเกส 5 หลังสีเขียวขาวคลาสสิค ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกัน คือ Macanese House, House of Islands, House of Portugal Regions, Exhibition Gallery และ Reception House แต่ละหลังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีชีวิตของชาวมาเก๊า และชาวโปรตุเกสที่น่าสนใจ เป็นการจำลองภาพชีวิตในอดีตให้เห็นและสัมผัสกันได้เต็มความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงภาพถ่ายแห่งความทรงจำ ของเกาะไทปาและโคโลอาน ในส่วนของ Exhibition Gallery จะจัดแสดงนิทรรศการทางศิลปะ และภาพภ่ายหมุนเวียนให้ผู้สนใจเข้าชมได้ตลอดทั้งปี

พิพิธภัณฑ์บ้านไทปาเปิดให้เข้าชมทุกวัน (เว้นวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 17.00 น. ค่าเข้าชมท่านละ MOP$ 5 นอกจากนี้มาเก๊ายังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ (Macau Museum of Art), พิพิธภัณฑ์ดับเพลิง (The Fire Department Museum), พิพิธภัณฑ์โรงรับจำนำ (Pawnshop Museum)

แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นนักท่องเที่ยวที่ชอบเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของเมือง ต่างๆ สำหรับเมืองมาเก๊า มีบริการบัตรท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ (Museum Pass) หรือบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ราคาประหยัด ผู้สนใจสามารถซื้อได้ในราคา ผู้ใหญ่ท่านละ MOP$ 25 เด็กท่านละ MOP$ 12 บัตรใบนี้ใช้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ภายใน 5 วัน ได้ถึง 6 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์รถแข่งกรังปรีซ์, พิพิธภัณฑ์ไวน์, พิพิธภัณฑ์ทางทะเล, พิพิธภัณฑ์หลินซีซู, พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ, พิพิธภัณฑ์มาเก๊า

Posted in ทัวร์มาเก๊า ท่องเที่ยวมาเก๊า, สถานที่ท่องเที่ยวมาเก๊า | Comments Off

ข้อมูลบาหลีทั่วไป

April 3rd, 2012 by admin

คำแนะนำการเดินทาง บาหลี อินโดนีเซีย

บาหลีเป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าออสโตรนีเชียน (Austronesian) ที่อพยพมาจากถิ่นฐานเดิมบนเกาะไต้หวัน โดยใช้เส้นทางทางทะเลผ่านภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมและภาษาของชาวบาหลีจึงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และโอเชียเนีย (Oceania) มีการขุดพบเครื่องมือที่ทำจากหินมีอายุกว่า 3,000 ปีได้ที่หมู่บ้านเจะเก๊ะ (Cekik) ที่อยู่ทางตะวันตก รวมทั้งที่ตั้งถินฐานและหลุมฝังศพของมนุษย์ในยุคนีโอลิธิก (Neolithic) ถึงยุคสำริด และโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุกว่า 4,000 ปี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซิตุส ปุรบา ลากา (Museum Situs Purbalaka) ที่เมืองกิลิมานุ (Gilimanuk)

อีกด้วย ประวัติของบาหลีก่อนการเผยแพร่ศาสนาฮินดูเข้ามายังหมู่เกาะอินโดนีเซียโดยพ่อค้าชาวอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 7 เป็นที่รู้กันน้อยมาก อย่างไรก็ตามบาหลีเริ่มเป็นเมืองค้าขายที่คึกคักตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล แต่การบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับบาหลีที่เป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏในศิลาจารึกที่ขุดค้นพบใกล้หาดซานูร์ (Sanur) รวมทั้งจารึกบนแผ่นโลหะ เทวรูปสำริด และหินสลักที่แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธและฮินดู บริเวณรอบๆภูเขากุนุง คาวี (Gunung Kawi) และถ้ำกัว กะจะห์ (Goa Gajah) เชื่อกันว่าคนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบาหลีน่าจะอพยพมาจากประเทศจีนเมื่อสมัย 4,500 ปี แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆหลงเหลืออยู่ ส่วนหลักฐานเก่าแก่ที่สุดยังปรากฏ เช่น ระบบของการทำเกษตรกรรม และการผลิตข้าว เช่นเดียวกับที่ยังพบเห็นได้ในปัจจุบันมาจากยุคสำริด คือประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล และมีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นโบราณวัตถุทางศาสนาฮินดูจากศตวรรษที่ 3 และ 4 แต่ภายหลังปรากฏว่าศาสนาพุทธได้กลายเป็นศาสนาประจำของชาวบาหลีในยุคแรก เพราะคำว่าบาหลีถูกพบในบันทึกของนักปราชญ์ชาวจีนเมื่อปีคริสตศักราชที่670ว่าขณะเดินทางไปยังอินเดีย ได้แวะยังดินแดนชาวพุทธแห่งหนึ่งซึ่งก็คือบาหลีนั้นเอง

ข้อควรระวังในการเที่ยวบาหลี

ระวังรักษาสิ่งของมีค่าที่อยู่กับตัวเสมอเนื่องจากมีผู้ไม่หวังดีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่คนเยอะ เอกสารสำคัญหรือของมีค่าควรเก็บไว้ในตู้เซฟของโรงแรม และกระเป๋าที่พกติดตัวก็ควรจะมิดชิดเช่นกัน

ควรมีสำเนาพาสปอร์ตติดตัวไปด้วยเสมอ

เมื่อลงไปว่ายน้ำอย่าออกไปว่ายนอกเขตที่กำหนดไว้ เนื่องจากกระแสน้ำจะแรงมากให้ว่ายในบริเวณระหว่างธงแดงและธงเหลือง

อย่าพกพาหรือเสพยาเสพติดใดๆ ทั้งสิ้นหากถูกตรวจพบอาจถูกจำคกไปจนกระทั้งประหารชีวิต

อย่าเดินเหยียบเครื่องบูชาที่วางไว้ตามพื้น

อย่าแตะศีรษะผู้อื่น เนื่องจากเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับศาสนาฮินดู นอกจากนั้นจะต้องไม่รับส่งของด้วยมือซ้ายซึ่งที่บาหลีถือว่าเป็นมือสำหรับชำระล้างในห้องน้ำ

สำหรับผู้หญิงห้ามเข้าวัดหากอยู่ในระหว่างมีประจำเดือน

ในการเข้าชมวัดต้องแต่งตัวเรียบร้อยใส่เสื้อมีแขน ไม่เปิดไหล่ ไม่ใส่กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้น ไม่เช่นนั้นจะต้องนุ่งโสร่ง ซึ่งวัดใหญ่ๆ จะมีให้เช่า และทุกคนต้องใช้ผ้าคาดเอวซึ่งส่วนมากจะให้บริการฟรี แต่มักมีการเก็บเงินทางที่ดีถ้ามีโปรแกรมเข้าวัดเยอะๆ ก็ควรพกผ้าคาดเอวส่วนตัวไปเลย

หากเข้าไปในวัดขณะที่กำลังมีพิธีไหว้อยู่ควรนั่งชมอยู่ห่างๆ และไม่ยืนค้ำคนที่นั่งไหว้อยู่หรือยืนค้ำเครื่องบูชา อีกทั้งไม่ควรถ่ายรูปโดยใช้แฟลช

tour-instruction-bali-Indonesi tour-instruction-bali-Indonesi

tour-visa การขอวีซ่า:สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่ใกล้สนามบินกุราห์ไร (NGURAH RAI) โทร. 751038 และ ที่ถนนจะลันปันไจตัน (JL. PANJAITAN) โทร. 227828 คุณไม่สามารถขอต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยวในประเทศได้วิธีเดียวที่จะทำให้คุณอยู่ในอินโดนีเซียได้ยาวขึ้น คือคุณจะต้องเดินทางออกนอกประเทศ และเดินทางกลับเข้ามาใหม่ การขอต่ออายุวีซ่าธุรกิจและ โซเชียล วีซ่า ต้องเดินเรื่องเอกสารมาก แต่ก็ทำได้ไม่ยากนัก คุณสามารถขอรายละเอียดเกี่ยวกับวีซ่าได้ที่ สถานทูตหรือสถานกงสุลอินโดนีเซีย ในประเทศสิงคโปร์ สถานทูตอินโดนีเซีย หรือเคอตุตาน เบอร์ซา รีปุบลิค อินโดนีเซีย (KEDUTAAN BESAR REPUBLIK INDONESIA) ตั้งอยู่ เลขที่ 7 ถนนแชตสเวิร์ธ (CHATSWORTH ROAD) โทร. (65) 737 7422สถานทูตอินโดนีเซียในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ 600-602 ถนนเพชรบุรี พญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 252 3135-40 แฟกซ์. 255 1267 เวลาทำการ 08.00-16.00น.

tour-trip การเดินทางสู่บาหลี:ทางอากาศ• มีเที่ยวบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่สนามบินงูราห์รายของบาหลีคือการบินไทยนอกจากนั้นยังสามารถใช้การบินการูด้าแอร์ไลน์ ซึ่งราคาจะประหยัดกว่าสายการบินไทยเล็กแบบรถตู้ขนาดที่นั่งประมาณ 10 คน จะให้บริการเส้นทางระหว่างเมืองใกล้ๆ ส่วนรถประจำทางขนาดใหญ่หรือรถบัสจะให้บริการระยะทางไกลๆ • ชัตเตลบัส คือรสบัสที่วิ่งประจำเส้นทางสำคัญๆ โดยไม่จอดแวะรับระหว่างทาง เช่น กูต้าไปอูบุด หรือเดนบาซาร์• แท็กซี่ ที่เดนปาซาร์หรือกูต้าจะมีรถแท็กซี่มิเตอร์สีฟ้าหรือสีขาวให้บริการไปยังจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงแรมที่พัก การเหมาแท็กซี่ส่วนบุคคลให้พาเที่ยวนั้นทำได้ แต่ต้องตกลงราคาและต่อรองราคาให้ดีก่อนเสมอ • รถเช่า นักท่องเที่ยวสามารถเช่าได้ตามบริษัทให้เช่ารถ เช่น AVIS และ HERTZ หรือ บริษัทรถเช่าท้องถิ่น ก่อนตกลงราคาควรแน่ใจว่ามีประกันคุ้มครองด้วย การขับขี่รถยนต์ในบาหลีกำหนดความเร็วไม่เกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต้องมีใบขับขี่สากล อย่างไรก็ดีการขับขี่รถในบาหลีต้องใช้ความระมัดระวังมาก เพราะถนนค่อนข้างแคบและเล็ก โดยเฉพราะในเขตตอนกลางเกาะซึ่งเป็นภูเขาสูง นอกจากนั้นมักจะเจอขบวนแห่ต่าง ๆ บนถนนเสมอ ซึ่งต้องใจเย็น ไม่แซง และไม่บีบแตรไล่• รถมอเตอร์ไซค์และจักรยาน ผู้เช่าต้องมีใบขับขี่สากลเช่นกัน ขณะขับขี่ ทั้งคนขับและคนซ้อนต้องสวมหมวกกกันน็อก

tour-weather สภาพดินฟ้าอากาศ: บาหลีมีฤดูกาลเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูแล้งและฤดูมรสุมฤดูแล้งเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน โดยมีเดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่มีอากาศเย็นที่สุดในช่วงปีส่วนฤดูมรสุมเริ่มตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-เมษายนอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 20-32 องศาเซลเซียสดังนั้นช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด สามารถใส่เสื้อผ้าได้เหมือนอยู่บ้านเรา แต่ต้องระวังเพราะบาหลีแดดจัดต้องเตรียมครีมกันแดด หมวก และร่มไปให้พร้อมไม่งั้นกลับมาอาจจะดำได้

tour-instruction-bali-Indonesi

ธงชาติบาลี

tour-instruction-bali-Indonesi

การแต่งกาย บาหลีใช้ภาษาประจำชาติที่เรียกว่า”บะหะซา อินโดนีเซีย”แต่ทั่วไปก็สามารถสื่อสารในภาษาอังกฤษได้ดีการแต่งกาย ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะเสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้น และกระโปรงสั้นไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่เหมาะสมและในการเยี่ยมชมวัด ต้องแต่งกายอย่างสุภาพในชุดเครื่องแต่งกายท้องถิ่นที่เรียกว่า “ปะคะเอียน อะดัต”และควรมีผ้าโสร่งติดตัวไว้ด้วย

tour-instruction-bali-Indonesi

tour-currencyปลั๊กไฟฟ้า

tour-value-money หน่วยเงิน / อัตราแลกเปลี่ยน: หน่วยเงินของบาหลีและอินโดนีเซียเป็นรูเปียห์ (Rupiah) มีมูลค่าประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ จะแลกได้ประมาณ 8,700-9,200 รูเปียห์ ธนบัตรมีมูลค่า 100 , 500 , 1,000 , 5,000 , 10,000 , 20,000 , 50,000 และ 100,000 รูเปียห์อย่างไรก็ดีอันตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์นั้นผกผันได้อย่างมาก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในประเทศอินโดนีเซีย ดังนั้นควรตรวจสอบให้ดีอีกครั้งก่อนเดินทาง และธนบัตรมูลค่าต่ำ เช่น 10 หรือ 20 เหรียญสหรัฐฯ จะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่าธนบัตร 100 เหรียญสหรัฐฯ หากเดินทางออกไปตามหมู่บ้าน ควรแลกเงินรูเปียห์ออกไปให้พอเพียงที่จะใช้และควรเป็นใบย่อยด้วย อย่างไรก็ดีร้านขายของที่ระลึกใน เขตกูต้า ซานูร์ และนูซาดูอา มักยอมรับเงินเหรียญสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันสกุลเงินบาทชองไทยนั้นก็เป็นที่ยอมรับอย่างดีได้ในบาหลีสามารถจะแลกที่ร้านรับแลกเงินใดก็ได้ อนึ่ง ควรแลกเงินเฉพาะกับธนาคารหรือร้านรับแลกเงินที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

tour-language ภาษา: แม้ภาษาทางการของบาหลีคือภาษาอินโดนีเซียเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในประเทศแต่ชาวบาหลีก็มีภาษาบาหลีเป็นของตัวเองซึ่งนอกจากจะพูดต่างกันแล้วยังมีตัวอักษรใช้เขียนของตนด้วย ภาษาบาหลีมี 3 ระดับ คือ แบบไม่เป็นทางการจะใช้พูดกับคนแปลกหน้า และราชา

ศาสนาและวัฒนธรรม: ศาสนาประจำของชาวบาหลีคือศาสนาฮินดูที่เรียกว่า ฮินดูธรรม (Hindu Dharma) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชวา เป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสนาฮินดูแบบที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่กับศาสนาพุทธซึ่งแพร่หลายเข้ามาก่อนหน้า โดยหลักปฎิบัตินั้นได้มาจากปรัชญาอินเดีย ร่วมกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อท้องถิ่นการผสมผสานกันนี้เองทำให้ศาสนาฮินดูที่บาหลีแตกต่าจากฮินดูที่อินเดียไปมาก ชาวบาหลีนั้นเชื่อในธรรมชาติว่ามีพลังและเชื่อในจิตวิญญาณว่าทุกๆ สิ่งจะมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีความนับถือในบรรพบุรุษและวิญญาณของผู้ล่วงลับ

tour-instruction-bali-Indonesi

tour-food อาหารบาหลีอาหารบาหลีส่วนใหญ่จะเป็นข้าวและกับอาหารที่ขึ้นชื่อคือ babi guling หรือ หมูหันย่างกรอบ และ bebek betutu หรือ เป็ดรมควันแสนอร่อย อาหารทะเลหากมายังดินแดนที่เป็นเกาะแล้วไม่ได้ลิ้มรสอาหารทะเล ก็คงเหมือนกับมาไม่ถึงบาหลีนั่นเอง บริเวณที่ขายอาหารทะเลที่สดๆ และมีชื่อเสียงของบาหลีก็คือ จิมบารัน(Jimbaran) และ ชานดิดาสา(Candidasa) นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารจีน อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น ตามภัตตาคารและร้านอาหารต่างๆ ให้เลือกได้ตามชอบใจด้วย
ผลไม้ผลไม้ขึ้นชื่อของบาหลีคือ สลัก (salak) ที่คล้ายกับระกำหรือสละของไทย แต่เปลือกไม่มีหนานแหลมเท่า และรสชาติหวานหอมกลมกล่อมเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องลิ้มลอง อีกทั้งไม่วายที่จะต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับฝากคนที่เมืองไทยด้วยเสมอ ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่คนบาหลีนิยมรับประทานกันมากที่สุดคือทุเรียน แต่จะกินกันแบบสุกจนงอมจัดและตกลงจากต้นมาเอง นอกจากนั้นในตลาดยังมีขนุนและกล้วยชนิดต่างๆ ขายเหมือนกับในบ้านเรา ส่วนมังคุดจะมีในฤดูมังคุดคือช่วงเดือนฟฤศจิกายนถึงมีนาคม

tour-tourist-attractions สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
การังกาเสม
ปุรา เบซากิห์
เทงกะนัน
อัมลาปุระ
วังเตียร์ตากังกา
แทมปักซิริงและเตียร์ตาอัมปึล
ปุราเตียร์ตาอัมปึล
กุหนุงกาวี
ท่าเรือปาดังไบบาหลี
กลุงกุง
พระราชวังทามันกิลี
ปุระทามันสารี
พิพิธภัณฑ์ศิลปะ
ติฮิงกัน
ปุระกัวลาวาห์ ปุรากัวกาจาห์ นูซาเปนิดา
อุทยานแห่งชาติบาหลีตะวันตก
ปุระเคเฮน
ปากปล่องภูเขาไฟบาตูร์
กุนุงบาตูร์
ทะเลสาบบาตูร์
คินตามณี
ปุราอูลันดานูบาตูร์

tour-instruction-bali-Indonesi tour-instruction-bali-Indonesi

tour-festival เทศกาลสำคัญๆ ได้แก่ วันขึ้นปีใหม่ฮินดู นีเยปิ(Nyepi) เป็นวันที่ชาวบาหลีจะ “เข้าเงียบ” ไม่มีการประกอบกิจกรรมใดๆทั้งสิ้น ไม่มีการเดินทางคมนาคมไม่มีการก่อไฟหุงอาหาร และไม่มีการละเล่นบันเทิงสนุกสนามใดๆ โดยจะมีการทำบุญบูชาเทพต่างๆ กันตั้งแต่วันก่อนหน้า รวมทั้งมีการประกอบพิธีไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัยด้วย
วันกาลุงกัน (Galungun) เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่ธรรมะเอาชนะอธรรมได้ จะมีการตั้งเสาไม้ไผ่สูงตกแต่งด้วยทางมะพร้าวสานเป็นรูปต่างๆ สวยงามไว้หน้าบ้าน ตั้งศาลเพียงตาวางเครื่องไหว้สักการะสีสดใส ทั้งขนม ดอกไม้และผลไม้ที่ประตูบ้าน ให้บรรพบุรุษที่จะลงมาเยี่ยมจากสวรรค์ ช่วงเวลากาลุงกันจะนาน 10 วันมีงานฉลองและพิธีทุกวัน ต้องมีความชำนาญในการใช้ภาษาเนื่องจากฝ่ายดีจะใช้ภาษากาวีซึ่งเป็นภาษาโบราณในขฯที่ฝ่ายผู้ร้ายจะใช้ภาษาบาหลีระดับง่ายๆ ดังนั้นผู้พากย์จึงต้องมีความสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ภาษา
กาเมลัน (Gamelan) วงดนตรีพื้นเมืองของบาหลี เครื่องดนตรีส่วนใหญ่เป็นเครื่องตีที่ทำจากทองเหลือง นักดนตรีมักเป็นผู้ชายล้วนแต่เป็นผู้หญิงล้วนก็มี โดยชายและหญิงจะไม่เล่นดนตรีร่วมวงกัน
ตามโรงแรมชั้นหนึ่งจะมีการแสดงระบำต่างๆให้ชม นอกจากนั้นตามย่านท่องเที่ยวโดยเฉพาะอูบุด จะมีการจัดแสดงระบำต่างๆ ที่วังประจำเมืองหมุนเวียนกันไป โดยต้องเสียค่าเข้าชมด้วย สอบถามวัน เวลา และสถานที่จัดแสดงที่แน่นอนได้จากโรงแรมที่พักหรือสำนักงานท่องเที่ยว งานหินและแกะสลัก
ถึงแม้ว่างานหินแกะสลักส่วนมากจะใช้ในการตกแต่งวัดหรือวังเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้ตกแต่งสถานที่อื่นๆด้วยและกลายเป็นการตกแต่งที่เรียกว่า “บาหลีสไตล์” การแกะสลักหินเพื่อใช้วัดหรือวังนั้นจะมีความแตกต่างกับการแกะสลักเพื่อใช้ตกแต่งอาคารสถานที่ รูปสลักแต่ละชิ้นจะสื่อความหมายต่างกันไป หากต้องการชมความงามของหินแกะสลักจากยุคก่อน สามารถหาดูได้ที่วัดซึ่งอยู่ทางตคอนเหนือของเกาะเพราะจะสวยกว่าวัดที่อยู่ในแถบอื่นๆ เช่น ปุระเมดูวา (Pura Meduwa) ที่เมืองกุบูตัมบาหาน ปุระดาเล็ม (Pura Dalem) ที่เมืองจักกะราชา และปุระเบจิ (Pura Beji) ใกล้กับเมืองสิงคราชา เป็นต้น ช่างแกะสลักหินที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ I Gusti Nyoman Lempad ชมงานแกะสลักของเขาได้ที่ปุระชาเก็นอากุง (Pura Sagen Agung) ในเมืองอูบุด
งานไม้แกะสลัก
ในทำนองเดียวกับงานหินแกะสลัก ในสมัยก่อนงานไม้แกะสลักจะพบที่วัดหรือวัง แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นสินค้าที่คนทั่วไปหาซื้อไปตกแต่งอาคารสถานที่ แต่ก็ยังคงความเชื่อเดิมๆ อยู่บ้าง เช่น จะนำงานไม้แกะสลักรูปเทวรูปไปประดับที่ประตูทางเข้าเพื่อเป็นการป้องกันปีศาจร้าย เป็นต้น เกริงซิง (Geringsing) เป็นผ้าอิกัตชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงว่าเทงกะยัย เป็นผ้าที่ทอยากและมีราคาสูงมาก • วันคูนิงกัน(Kuninggan) วันที่สิบสองของเทศกาล เป็นวันส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะมีการทำบุญให้ผู้ล่วงลับด้วย • วันสรัสวตี (Saraswati) เป็นวันฉลองเทวีแห่งความรู้และศิลปะ หรือพระสุรัสวดีที่เรารู้จักกันนั้นเองเป็นวันที่ทางวัดจะนำหนังสือธรรม ใบลาน จารึก และคัมภีร์พระเวทย์มาทำพิธีสักการบูชา ส่วนงานพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนบาหลีคือ งานเผาศพ จะเป็นงานที่ผู้ร่วมขบวนแห่งศพแต่งกายงดงามมีสีสัน บริเวณที่จัดงานเผาศพจะทำเป็นรูปสัตว์แต่งสีปิดทองสวยงาม ถ้าผู้ตายมีตำแหน่งหน้าที่หรือยศศักดิ์สูง โลงรูปสัตว์ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและหรูหรามากขึ้น

tour-instruction-bali-Indonesi

tour-telephone-number โทรศัพท์:โทรศัพท์สาธารณะในบาหลีมีบริการในบริเวณที่เป็นแหล่งความเจริญและแหล่งท่องเที่ยวเช่น กูต้า เดนปาซาร์ และอูบุด ซึ่งจะเป็นของรัฐคือ Kantor Telkom และ Wartel Telkom แต่ก็มีที่เป็นของเอกชนซึ่งเป็นร้านให้บริการ(Teleshop) เช่นกัน โทรศัพท์สาธารณะมีบริการทั้งแบบหยอดเหรียญและแบบใช้บัตรโทรศัพท์ โดยแบบหยอดเหรียญสามารถใช้เหรียญ 50 หรือ 100 รูเปียห์ ส่วนบัตรโทรศัพท์ที่จำหน่ายจะมีหน่วยเป็นยูนิตมีตั้งแต่ 60 , 100 , 140 , 280 , 400 และ 680 ยูนิตสามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานโทรศัพท์ ที่ทำการไปรษณีย์ และเคาท์เตอร์แลกเงินในบางจุด ค่าโทรศัพท์กลับมาเมืองไทยจะตกอยู่ราวนาทีละ 10,000 รูเปียห์ หากจะโทรกลับประเทศไทย จะต้องหมุน 001+66+ หมายเลขที่ต้องการ เช่น 001+66+2972-4266 และหากต้องการเก็บเงินปลายทางจะต้องผ่านโอเปอเรเตอร์ (Thailand Direct) 8nv 000 966 การโทรไปยังบาหลีต้องกดรหัสประเทศอินโดนีเซียคือ 62 ตามด้วยรหัสเมืองของบาหลีและหมายเลขที่ต้องการ หรือ กด 100 เป็นบริหารผ่านโอเปอเรอเตอร์
รหัสเมืองภายในประเทศบาหลี
กูต้า-เลเกียน-เซมินยัก , เดนปาซาร์ ,นูซาดูอา , ซานูร์ , อูบุด , เกียนย่าร์ 361
โลวิน่า ,สิงคราชา , คินตามณี 362
ซานดิดาสา , เตียตาร์กังกา 363
เนการา , เมเดวี , กิลิมานุก 365
บาตู 366
เบดูกัล 368

Posted in ทัวร์บาหลี ท่องเที่ยวบาหลี | Comments Off

ข้อมูลไต้หวันทั่วไป

April 3rd, 2012 by admin

คำแนะนำการเดินทาง ไต้หวัน

ไต้หวัน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่าประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคำว่า “ เมดอินไต้หวัน” ที่ถูกประทับลงบนสินค้ามากมายนับถ้วนนั้นได้สร้างภาพลักษณ์ของประเทศในสายตา ของชาวโลกว่าเป็นเกาะแห่งการอุตสาหกรรม ไม่ใช่เกาะที่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไต้หวันเป็นเกาะที่งดงามที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางด้านทัศนียภาพและ วัฒนธรรมไต้หวันเป็นเกาะที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดที่จะเดินทางไป ในประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา พบว่าไต้หวันเป็นเกาะเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นจากการที่แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวมาชนกัน เมื่อ 4 ล้านปีที่แล้ว เกาะไต้หวันนั้นทอดตัวยาวตามขอบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก มียอดเขาสูง หุบเขา หน้าผาสูงชัน กระแสน้ำไหลเชี่ยว ทะเลสาบ ที่เงียบสงบ เกาะเล็กเกาะน้อยที่แสนจะงดงาม รวมทั้งทัศนียภาพชายฝั่งที่น่าตื่นตา ตื่นใจหลายๆแห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 36,000 ตร.กม.มีรูปร่างคล้ายใบยาสูบคือจะแคบในส่วนปลายทั้งสองข้าง เป็นชายฝั่งทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย ข้ามกับช่องแคบไต้หวัน จากจีนแผ่นดินใหญ่ แยกเป็นเกาะเดี่ยวๆทางด้านขอบทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทางเหนือติดกับเมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ทางใต้กับประเทศฟิลิปปินส์ มีประชากร 23 ล้านคน
นครไทเปนครไทเป”เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒธรรม เศรษกิจและการเมือง ซึ่งการพัฒนาของนครไทเปได้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยทุกด้านและเต็มไปด้วยพลังอันมีชีวิตชีวา รูปแบบศิลปะการก่อสร้างก็มากมายและสวยงาม มีทั้งรูปแบบศิลปะโบราณและแบบสมัยใหม่ ถ้าชอบสถานวัตถุโบราณ ก็เชิญไปชมที่ถนนตีฮว้าที่ต้าต้าวเฉิ่ง วัดหลงซานที่เหมิงเจี่ยและเข้าชมฝีมือกาะสลักอันประณีตของช่างผู้เชี่ยวชาญ ถ้าชอบสิ่งโบราณก็อย่าพลาดโอกาศที่จะไปเข้าชมคลังเก็บรักษาวัฒนธรรม 5,000 ปี ถูกรักษาไว้อย่างถนุถนอมที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเดิม นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และห้องจิตรกรรม เป็นต้น

tour-information-taiwan

ข้อควรทราบก่อนเดินทาง
หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ” คำร้องขอวีซ่า ซึ่งกรอกอย่างสมบูรณ์เป็นภาษาอังกฤษ ” รูปสี ขนาด 1-1นิ้วครึ่ง หรือ 4 ซ.ม. X 4 ซ.ม. 2 รูป ” ในกรณี ธุรกิจ ต้องมีจดหมายเชิญจากหน่วยงานที่ติดต่อเพื่อประกอบการพิจารณา ” หลักฐานการทำงาน โดยระบุถึงวันที่เริ่มทำงาน เงินเดือน ตำแหน่ง ระยะเวลาที่ลางานได้ กรณีข้าราชการ และลูกจ้างของรัฐบาลไทย ควรมีใบอนุมัติการลาหยุดงานมาแทน ถ้าประกอบธุรกิจส่วนตัว ควรแสดงหลักฐานการเป็นเจ้าของกิจการ ในรายที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ต้องแสดงหลักฐานทางเศรษฐกิจของบิดา-มารดา ” หลักทรัพย์ ควรยื่นแสดงเอกสารทางการเงิน อาทิ สมุดบัญชีเงินประจำ บัญชีกระแสรายวันบัญชีออมทรัพย์ หรือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ” หลักฐานอื่น ๆ ** ท่านสามารถใช้ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส และสูติบัตร เพื่อยืนยันความผูกพันทางครอบครัว หากท่านมีอาชีพ เป็นนายแพทย์ ทนายความ วิศวกร ท่านควรนำใบอนุญาตการประกอบอาชีพนั้น ๆ มาแสดง

tour-visa การขอวีซ่า ท่องเที่ยว(Visitor Visa) ก่อน และยื่นขอ Resident Visa หลังจากได้เข้าประเทศ ต่อมาถือ Resident Visa เพื่อยื่นขอ บัตรถิ่นที่อยู่สำหรับคนต่างด้าวในไต้หวัน (Alien Resident Certificate) นักศึกษา:ที่ถือ วีซ่าสำหรับคนต่างด้าวพักอาศัยในไต้หวัน (Resident Visa) เข้าประเทศ ต้องเพื่อยื่นขอ บัตรถิ่นที่อยู่สำหรับคนต่างด้าวในไต้หวัน (Alien Resident Certificate) ภายใน 15 วันหลังจากเข้าประเทศ ก่อนยื่นขอ A R C จำเป็นต้องลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัยของตนเอง เพื่อได้รับบัตรนักศึกษา หรือเอกสารรับรองว่าศึกษาที่มหาวิทยาลัยของตนเอง

tour-trip การเดินทาง:เป็นการเดินทางที่ทันสมัยและรวดเร็วที่สุดในไทเป มีทั้งหมด 6 สาย ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 น.-23.00 น. สถานีรถไฟฟ้าทั้ง 6 สาย ได้แก่ สายไทเป-มู่จ้า, สายไทเป-ต้านสุ่ย, สายไทเป-ซินเตี้ยน, สายไทเป-จงเหอ, สายไทเป–ป่านเฉียวถู่เฉินหนานกั่ง และสายไทเป–เสี่ยวหนานเหมิน ซึ่งการใช้บริการรถไฟฟ้าจะต้องซื้อบัตรผ่านที่เครื่องขายบัตรอัตโนมัติซึ่งมีอยู่ทุกสถานี หรือเพื่อความสะดวกในการใช้บริการ ท่านสามารถซื้อการ์ดโยวโหยวข่า (Easy Card) โดยท่านสามารถซื้อการ์ดนี้และเติมเงินได้ที่สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานีหรือที่ร้านสะดวกซื้อ ค่าบริการรถไฟฟ้าขั้นต่ำ 20 ดอลลาร์ไต้หวัน และ 25 ดอลลาร์ไต้หวัน ขึ้นอยู่กับเส้นทาง

tour-weather ภูมิอากาศ:เกาะไต้หวันตั้งอยู่ระหว่างเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน จึงมีลักษณะภูมิอากาศแบบเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เนื่องจากถูกล้อมรอบด้วยทะเล จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้ที่นี่อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 22 องศาเซลเซียสต่อปี ( ไม่รวมพื้นที่ ๆ อยู่บนยอดเขาสูง) อาจมีหิมะในพื้นที่ ๆ อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร ขึ้นไป มีฝนตกชุกและมีพายุพัดผ่านบ่อยครั้ง

ทัวร์ไต้หวัน

ธงชาติไต้หวัน

ธงชาติไต้หวัน

ตราประเทศไต้หวัน

ตราประเทศไต้หวัน

ประเทศไต้หวัน

tour-value-money เงินตรา ใช้สกุลเงิน นิวดอลลาร์ไต้หวัน (NTD) หน่วยเงินที่ใช้ (NT) อัตรา 1 นิวดอลลาร์ไต้หวัน ? 33 ดอลลาร์สหรัฐ ธนบัตรนิวดอลลาร์ไต้หวันแบ่งเป็น NTD 100 NTD 200 NTD 500 NTD 1000 และ

tour-language NTD 200 ภาษาจีนกลาง (Mandarin) เป็นภาษาราชการ ฮกเกี้ยน (หมิ่นหนาน) เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปคู่กับจีนกลาง ข้าราชการระดับสูงทั่วไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้

ศาสนา:พุทธมหายาน ขงจื้อ เต๋า และคริสต์

tour-tourist-attractions สถานที่ท่องเที่ยว
นครไทเป
อำเภอกาวสวง
เมืองไถหนาน
อำเภอฮวาเหลียน
อำเภออี๋หลาน
เกาะเผิงหู

tour-information-taiwan tour-information-taiwan tour-information-taiwan tour-information-taiwan

tour-telephone-number โทรศัพท์ทางใกลจากไต้หวัน
รหัสโทรทางใกล (002 หรือ 009) + รหัสประเทศ?รหัสประเทศไทย 66? + รหัส พื้นที่ (เลข 0 ข้างหน้าเอาออก ) + เบอร์โทรศัพท์

โทรศัพท์ถึงไต้หวันจากต่างประเทศ?
รหัสโทรทางใกล+ 886 + รหัส พื้นที่ (เลข 0 ข้างหน้าเอาออก ) + เบอร์โทรศัพท์
หากซื้อซิมโทรกลับเมืองไทย ด้านหลังบัตรจะมีวิธีกดรหัสเพื่อโทรกลับเมืองไทย นาทีละ 2.20nt โดยประมาณ

วิธีการกด เช่น ซิม จงหัวเตี้ยนซิ้น
สมมุติ เบอร์ผมที่เมืองไทย 0891538313 ตัดศูนย์ออก
019 668 91538313 โทรออก
สำหรับคนไทย ฟิลิปปินส์ เวียตนาม อินเดียและอินโดนีเซีย ที่มีวีซ่าเข้า อเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และกลุ่มสหภาพยุโรป สามารถไปเที่ยวไต้หวันได้โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่า
สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป
ประจำประเทศไทย
ประกาศ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
มาเพิ่มให้ครับสำหรับ วันหยุดราชการและเทศกาล ของไต้หวัน

tour-information-taiwan

Posted in ทัวร์ไต้หวัน ท่องเที่ยวไต้หวัน | Comments Off

ข้อมูลมาเก๊าทั่วไป

April 3rd, 2012 by admin

คำแนะนำการเดินทาง มาเก๊า จีน

มาเก๊าได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการพนันและคาสิโนนามระบือ แต่..จะมีสักกี่คนที่รู้จักมาเก๊าในด้านอื่นๆ การท่องเที่ยวมาเก๊า (ประเทศไทย) ขอทำหน้าที่นำท่านไปรู้จักกับมาเก๊าในด้านอื่นๆ มาเก๊า มีภาพความงามแห่งศิลปะวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกให้ได้ชื่นชม และยังมีมนต์เสน่ห์แห่งความเชื่อและศรัทธาทางศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน กว่าจะเป็นชื่อ มาเก๊ามีที่มาจากอาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า อาม่ามีพระนามเดิมว่า “หลิงม่าไ หญิงสาวชาวฟูเจี้ยนที่วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือ “เอ้าเหมิน” ตามชื่อในภาษาจีน จึงขอโดยสารมากับเรือของชาวประมงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ที่ยอมให้หลิงม่า โดยสารมาด้วย

ในระหว่างที่เรือล่องอยู่กลางทะเล เกิดมีพายุขึ้นอย่างรุนแรงทำให้เรือหลายลำต้องอับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์ในคำสั่งฟ้าของหลิงม่าทำให้เรือที่เธอโดยสารมา เข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่หลิงม่า ก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อกันว่าเธอ คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า “อ่าวของ อาม่า” หรือ “อา-หม่า-เกา” ที่เพี้ยนเสียงมาเป็น “มาเก๊า” ในปัจจุบัน มาเก๊าตั้งอยู่ในเขตมณฑลกวางตุ้ง บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำเพิร์ล ทิศเหนือติดกับเมือง จูไห่ของมณฑลกวางตุ้ง มาเก๊าประกอบด้วยดินแดน 4 ส่วน คือ คาบสมุทรมาเก๊า, เกาะไทปา, เกาะโคโลอาน และพื้นที่ถมทะเลขึ้นมาใหม่ เรียกว่า โคไท ซึ่งจะเชื่อมต่อเกาะไทปาและเกาะโคโลอาน เข้าเป็นพื้นที่เดียวกันด้วยมาเก๊าเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียง 27.3 ตร.กม.(คาบสมุทรมาเก๊า 8.7 ตร.กม., ไทปา 6.3 ตร.กม., โคโลอาน 7.6 ตร.กม. และโคไท 4.7 ตร.กม.) ระหว่างมาเก๊าและไทปา เชื่อมถึงกันด้วย สะพาน 2 สะพาน คือ สะพานมาเก๊า-ไทปา ระยะทาง 2.5 ก.ม. และสะพานมิตรภาพ ระยะทาง 4.5 ก.ม. ซึ่งใช้เดินทางเข้าไปยังสนามบินมาเก๊าได้

ข้อควรทราบก่อนเดินทาง ผู้ที่เดินทางเข้ามาเก๊าไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองการฉีดวัคซีน หรือใบรับรองทางการ แพทย์ ยกเว้นในสถานการณ ์ที่เกิดโรคติดต่อระบาดขึ้นในมาเก๊า และประเทศอื่นๆภายในภูมิภาค น้ำประปาที่มาเก๊า เกาะไทปา และโคโลอาน สามารถดื่มได้ เนื่องจาก ได้รับการตรวจ สอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล จากกรมสุขภาพอนามัยของมาเก๊าเป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่เดินทางเข้ามาเก๊าจำเป็นต้องผ่าน พิธีการศุลกากรเป็นปกติตามระเบียบราชการ แต่การนำเข้าสิ่งของประเภทอาวุธปืนจะต้องมีใบอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ สำหรับบุคคลที่นำเข้ายาเสพติดจะต้องถูกลงโทษและดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนสิ่งของอื่นๆ จะไม่มีการเรียกเก็บภาษี หากมีครอบครองในปริมาณที่เหมาะสมตามที่ทางการมาเก๊ากำหนด

tour-instruction-macao-china tour-instruction-macao-china

tour-visa การขอวีซ่า: มาเก๊ายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติทุกภาษาเข้าสู่มาเก๊า ดังนั้น นักท่องเที่ยวเกือบทุกชาติศาสนาจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำวีซ่า ยกเว้นบางประเทศเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวสัญชาติไทย สามารถเดินทางเข้ามาเก๊าโดยไม่ต้องทำวีซ่า และสามารถ พำนักอยู่ในมาเก๊าได้คราวละไม่เกิน 30 วัน ข้อมูลเรื่องวีซ่าดูเพิ่มเติมได้ที่ www.fsm.gov.mo

tour-trip การเดินทาง: การเดินทางสู่มาเก๊า นับว่ามีความสะดวกสบาย และ มีให้เลือกหลายวิธีด้วยกันค่ะ ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

ทางบก: มาเก๊ามีพรมแดนติดต่อกับเมือง จูไห่ มณฑลกวางตุ้ง เพราะเหตุนี้ ท่านสามารถเดินทางเข้าเมืองต่างๆ ที่อยู่ในมณฑลกวางตุ้งได้ค่ะ เช่น เซินเจิ้น กวางเจา จูไห่ จงซาน เป็นต้น โดยผ่านด่านพรมแดนซึ่งมีอยู่ 2 ด่านด้วยกัน คือ ด่านกงเป่ย (ขงปั๊ก) และ ด่านโคไท

ทางเรือ: เพื่อให้ได้บรรยากาศที่น่าตื่นเต้นไปอีกแบบ ท่านสามารถเดินทางโดยทางเรือจากฮ่องกงไปยังมาเก๊าได้ค่ะ โดยมีบริษัทเรือที่ให้บริการอยู่ 2 บริษัท คือ First Ferry กับ TerboJET ซึ่งทั้ง 2 บริษัทนี้จะต่างกันตรงที่ความรวดเร็วในการเดินทาง และราคา

ทางอากาศ: มาเก๊ามีท่าอากาศยานสากล (MFM) ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตั้งอยู่ที่เกาะไทปา สนามบินนานาชาติแห่งนี้ สามารถรองรับเที่ยวบินตรงระหว่างเมืองใหญ่ๆในทวีปเอเชีย รวมถึงเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และอีก 10 เมืองขนาดใหญ่ของจีน นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินตรงสู่ กรุงเทพฯ ไทเป และเมืองสำคัญอื่นๆอีกด้วย

สำหรับการเดินทางภายใน มาเก๊า นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายละเอียดของเส้นทางได้ที่ ป้ายแสดงข้อมูลที่ตั้งอยู่ตามสถานีรถโดยสารทุกสถานีค่ะ รถโดยสารเป็นรถปรับอากาศทุกคัน ส่วนรถแท็กซี่มีราคาเริ่มต้นที่ MOP$10.00 นอกจากนี้ยังมีบริการรถสามล้อสำหรับท่านที่มีเวลาว่าง และต้องการความโรแมนติกในการเที่ยวชมชายฝั่งทะเลของ มาเก๊าอีกด้วยนะคะ ราคา MOP$150.00 ต่อชั่วโมง หากท่านต้องการความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบาย ก็สามารถติดต่อเช่ารถมาใช้บริการได้

tour-weather สภาพภูมิอากาศ มาเก๊า มีภูมิอากาศค่อนข้างอบอุ่น โดยเฉลี่ยอยู่ราว 20 องศาเซลเซียส (68 ฟาเรนไฮด์) มีความชื้นสัมพัทธ์สูงเฉลี่ย 75%-90% โดยแบ่งเป็นฤดูกาลต่างๆ ได้ดังนี้ – ฤดูใบไม้ร่วง (ต.ค.-ธ.ค.) ถือเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด เหมาะแก่การท่องเที่ยว – ฤดูหนาว (ม.ค.-มี.ค.) แม้ว่าจะมีอากาศค่อนข้างหนาว แต่ก็มีแสงแดด ให้พออบอุ่น เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปสัมผัสอากาศเย็น – ฤดูร้อนและฝน (เม.ย.-ก.ย.) ในช่วงนี้อากาศจะเริ่มร้อนอบอ้าว และมีความชื้น สัมพัทธ์สูงในบางช่วงจะมีฝนตกและมักเกิดพายใต้ฝุ่น ราวเดือน มิ.ย.-ส.ค.ในกรณีที่เกิดพายุไต้ฝุ่นถึงระดับ 8 สะพานเชื่อมไทปา, โคโลอาน จะถูกปิดลงชั่วคราว ขณะเดียวกันการเดินเรือ โดยสารและเที่ยวบินต่างๆ ระหว่าง ฮ่องกง-มาเก๊า จะถูกยกเลิกชั่วคราว จนกว่าจะปลอดภัย

ธงชาติมาเก๊า

tour-instruction-macao-china

tour-instruction-macao-china

tour-currency ไฟฟ้า: โดยทั่วไปจะใช้กระแสไฟฟ้า 220 โวลท์ แบบปลั๊ก 3ตาหัวกลม เหมือนกับบ้านเรา ปลั๊กไฟที่นั่นจะเป็นแบบ 3 ตาหัวกลม หากท่านนำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไปด้วย ก็ควรพกเต้าแปลงหัวปลั๊กไปด้วย หรืออาจไปลองขอยืมจากโรงแรม ใน มาเก๊า ที่ท่านไปพักดูก็ได้

tour-time เวลา: เวลาในมาเก๊าจะเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งไม่แตกต่างกันมากนัก ทำให้กิจวัตรประจำวันที่มาเก๊าไม่ค่อยผิดแปลกซักเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวจึงไม่ต้องปรับตัวเรื่องเวลามากนัก แต่อย่าลืมเปลี่ยนเวลาที่นาฬิกาของท่านเมื่อไปถึง มาเก๊า ด้วย ไม่งั้นอาจจะพลาดโปรแกรมท่องเที่ยวที่ถูกกำหนดไว้แล้วก็ได้

tour-instruction-macao-china

tour-value-money เงินตรา: มาเก๊าใช้สกุลเงินปาตากาส์ (Patacas) หรือใช้สัญลักษณ์แทนว่า MOP$ ซึ่ง 1 MOP$ มีค่าประมาณ 4.50 บาท โดยแบงก์ที่ใช้กันก็มีตั้งแต่ 1,000, 500, 100, 50, 20, 10 MOP$ ส่วนเหรียญก็มีเหรียญ 10, 5, 1 MOP$ และมีหน่วยย่อยเป็นเหรียญ 50, 20, 10 Avos ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวไม่นิยมแลกเงินมาเก๊าไปกัน เนื่องจากเงินมาเก๊าแลกคืนเป็นเงินบาทไม่ได้ แต่จะแลกเป็นเงินฮ่องกงไป (ที่มาเก๊าใช้เงินฮ่องกงได้)

tour-language ภาษา: ภาษาจีนและโปรตุเกส เป็นภาษาราชการ แต่ภาษาจีนกวางตุ้ง เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้กันทั่วไปตามร้านค้าและโรงแรม

ศาสนา: ชาวมาเก๊านับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือ ศาสนาคริสต์ เห็นได้จากมาเก๊า มีวัดและโบสถ์อยู่มากมาย

tour-foodอาหาร: มาเก๊า ได้ชื่อว่าเป็น เมืองแห่งอาหารการกิน ใครมีโอกาสมาท่องเที่ยวยังมาเก๊า สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การชิมอาหารสไตล์โปรตุเกส เช่น Egg Tart, Pastel de Nata และ Coconut Cake มาเก๊ายังมีภัตตาคารและร้านอาหารรสเลิศจำนวนไม่น้อย สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชิมอาหารทะเล ขอแนะนำให้ท่านไปที่ร้าน Rua do Almirante Sergio และร้าน Rua das Lorchas บริเวณท่าเรือค่ะ หรือหากท่านอยากรับประทานอาหารจีนรสชาติเยี่ยม ท่านควรไปที่ NAPE และย่านใจกลางเมือง นอกจากนี้ท่านยังสามารถซึมซับบรรยากาศของเมือง ด้วยการลองชิมอาหารของร้านอาหารกลางแจ้งที่อยู่สองข้างถนน ขนม อาหารว่างสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวมาเก๊าเอง ได้แก่ ขนมถั่วลิสง ขนมเหล่าโผ ขนมเมล็ดลูกเหงยิ้ง ขนมม้วนกรอบ เป็นต้น

มาเก๊า เป็นสวรรค์ของนักกิน ไม่แพ้ที่ใดในโลก ด้วยมีอาหารหลากหลายชนิด และหลากหลายชาติให้ได้ลิ้มรสกัน ที่พลาดไม่ได้เมื่อไปถึงมาเก๊า ก็ต้องเป็นอาหารประจำชาติ ที่เรียกกันว่า “อาหารแมคกันนีส” และ “อาหารโปรตุเกส” ซึ่งไม่สามารถหาทานได้ในเมืองไทยอย่างแน่นอน

“อาหารแมคกันนีส” อาหารประจำชาติของมาเก๊าเป็นอาหารที่ผสมผสานเอารสชาติและเครื่องปรุงจากนานาชาติ ทั้ง ยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกา และ เอเชียมาไว้ด้วยกันในแต่ละจาน ตกแต่งสไตล์ยุโรป เพิ่มเสน่ห์และรสชาติในการรับประทานด้วยไวน์ชั้นเลิศของโปรตุเกสก็จะได้ความอร่อยมากขึ้น การปรุงอาหารในครัวแมกกานีส ยังเป็นการนำกรรมวิธีการปรุงแบบตะวันตก (อบ ย่าง สตูว์ ตุ๋น) มาเข้าคู่กับเครื่องปรุงของเอเชีย เช่น ผงกระหรี่ กะปิ กุนเชียง และต้นหอม หรือไม่ก็สลับกันโดยการนำเอาการปรุงแบบฉบับของจีน เช่น ผัดไฟแรง ทอด นึ่ง มาผสมกับเครื่องปรุงของยุโรป เช่น ปลาคอด น้ำมันมะกอก มะกอกดอง เนื้อสับ มันฝรั่ง และไส้กรอกหมูเค็มของโปรตุเกสที่เรียกกันว่าโซริโซ่ (Chorizo)

อาหารโปรตุเกส เป็นอาหารยุโรปใต้ที่มีชายฝั่งติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนประกอบหลัก คือ อาหารทะเลทุกประเภท เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก ปรุงแบบง่ายๆ เช่น ย่างถ่าน ตุ๋น นึ่งกับสมุนไพรและเครื่องปรุงที่หาได้ในภาคใต้ของยุโรป เช่น น้ำมันมะกอก เกลือทะเล น้ำส้มไวน์ขาว ผักชี และกระเทียม เป็นหลัก

tour-tourist-attractions สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ • รูปปั้นเจ้าแม่อาม่า
วัดเจ้าแม่อาม่า
สวนคาโมส
มหาวิหาร ( Cathedral )
เซนาโด้สแควร์
หมู่บ้านโคโลอาน
โรงละครโดรมเปโดร
ประภาคารเกีย (Guia Lighthouse)
Holy House of Mercy
รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม
วัดเจ้าแม่กวนอิม
พิพิธภัณฑ์รถแข่งกรังปรีซ์
ตึก ลีอัล เซนาโด
จตุรัสลีเลา ( Lilau Square )
วัดลินฟง (Lin Fong Temple)
พิพิธภัณฑ์หลิน ซี ซู
พิพิธภัณฑ์ทางทะเล
มาเก๊าทาวเวอร์
คฤหาสน์ขุนนางจีน
ป้อมมองเต และพิพิธภัณฑ์มาเก๊า
ค่ายทหารชาวมัวร์

tour-instruction-macao-china tour-instruction-macao-china

tour-instruction-macao-china tour-instruction-macao-china

tour-festival เทศกาลสำคัญ
เทศกาลตรุษจีน : ตามท้องถนนเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสมีขบวนแห่เชิดสิงโตและเสียงกลองรัวดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ครั้นเวลากลางคืนถนนทุกสายต่างประดับประดาไปด้วยโคมไฟระยิบระยับ ในช่วงเทศกาลนี้ชาวมาเก๊าจะเดินทางไปกราบไว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล “Kung Hei Fat Choi” จะใช้เป็นคำทักทายเพื่อส่งความสุขและความปรารถนาดีให้แก่กัน นอกจากนี้ผู้อาวุโสจะมอบอั่งเปา หรือ Laisi ให้กับญาติผุ้น้อง โดยภายใน Laisi หรือ อั่งเปาจะใส่เงินเอาไว้แทนสัญลักษณ์ของโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของชาวจีน

พิธีแห่รูปปั้นพระเยซูคริสต์ : คณะผู้นับถือศาสนาคริสต์นิการคาทอลิก จะสวมชุดคลุมยาวสีม่วงแล้วมารวมตัวกันเพื่อตั้งขบวนแห่รูปปั้นพระเยซูคริสต์แบกไม้กางเขน โดยเริ่มเดินขบวนแห่จากโบสถ์เซนต์ออกัสติน ไปยังโบสถ์ Cathedral ท่ามกลางฝูงชนคับคั่งที่มาร่วมพิธีด้วยความนับถือและศรัทธาในองค์พระเยซู

เทศกาลเช็งเม้ง : ครอบครัวชาวจีนจะเดินทางไปทำความสะอาดสุสาน พร้อมทั้งจัดเตรียมเทียนหอมและเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ สำหรับกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ภายหลังจากทำความสะอาดสุสานและทำพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ เสร็จแล้วก็ถือโอกาสใช้ช่วงเวลานี้พักผ่อนและสังสรรค์ในครอบครัวไปด้วยพร้อมกัน

เทศกาลทางศาสนาที่วัด Pak Tai : งานประเพณีพื้นเมืองอีกหนึ่งสีสันในเทศกาลทางศาสนาที่จัดขึ้นในเดือนเมษายน บนเกาะไทปา ที่วัด Pak Tai จะจัดให้มีการแสดงอุปรากรจีนที่บอกเล่าถึงตำนานของ Pak Tai เทพยดาผู้เป็นเลิศและนักรบผู้กล้าแห่งดินแดนทางตอนเหนือ

เทศกาลไหว้เจ้าแม่อาม่า์ : เทศกาลประเพณีอันยิ่งใหญ่นี้จัดขึ้นปีละครั้ง เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและความเลื่อมใสศรัทธาในอาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล บริเวณด้านหน้าวัดอาม่าจะมีการแสดงเชิดสิงโตและระบำต่างๆ สีสันสดใส ตระการตา ดูมีชีวิตชีวามากเป็นพิเศษ

tour-instruction-macao-china tour-instruction-macao-china

tour-telephone-number ระบบโทรศัพท์: ประชาชนชาวมาเก๊าไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์สำหรับการติดต่อสื่อสารในท้องถิ่น เมื่อใช้โทรศัพท์พื้นฐานส่วนตัว แต่สำหรับการใช้โทรศัพท์สาธารณะจะต้องเสียค่าบริการ 1 MOP$ หากท่านต้องการใช้โทรศัพท์มือถือขณะอยู่ที่มาเก๊า กรุณาติดต่อที่ศูนย์บริการข้อมูลนะคะ นอกจากนี้ยังมีบริการอินเตอร์เน็ตที่ Cyber-Cafes ทั่วเมือง หรือว่าใครจะนำโทรศัพท์มือถือจากประเทศไทยไปใช้ ก็จะต้องติดต่อที่เครือข่ายของท่านก่อนการเดินทางนะคะ สำหรับการโทรกลับเมืองไทย ก็กด 0066 ตามด้วยรหัสเมือง และเบอร์โทรศัพท์ หรือกด 0066 ตามด้วยเบอร์มือถือ แล้วกดโทรออกได้ทันทีเลย

Posted in ทัวร์มาเก๊า ท่องเที่ยวมาเก๊า | Comments Off

ข้อมูลทิเบตทั่วไป

April 3rd, 2012 by admin

ทิเบต (Tibet)

ตั้งอยู่ในใจกลางของทวีป เอเชีย ระหว่างประเทศจีนกับอินเดีย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร ในบริเวณที่มีภูเขา และที่ราบสูงที่สุดในโลก มีอากาศแห้งและหนาวเย็น รวมทั้งที่ราบกลางหุบเขา ริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่หลายสาย อันเป็นที่พำนักพิงของชาวทิเบต ผู้ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีเป็นของตนเอง มาเป็นเวลาช้านาน และมีชีวิตความเป็นอยู่ แตกต่างจากผู้คนในประเทศเพื่อนบ้าน ชาวทิเบตได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรม ที่มีเอกลักษณ์ในตนเอง ทั้งยังมีการพัฒนาด้านสติปัญญา และจิตใจ ได้แก่ การมีภาษาที่โดดเด่น มีวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ และมีผลงานศิลปะที่น่ามหัศจรรย์ นอกจากนี้ อารยธรรมของชาวทิเบต ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายพันปีนั้น ยังเป็นอารยธรรมที่สูงส่ง และมีคุณค่าสืบทอดต่อกันมา เป็นมรดกของมนุษยชาติ

ทิเบต

เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ทิเบต เป็นเขตปกครองตนเองของประเทศจีน มีเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย ชาวทิเบต มีพระเป็นผู้นำของเขตปกครองพิเศษนี้ ชนพวกนี้นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน คล้ายกับประเทศภูฏาน ทิเบตตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ทิเบตมีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน และด้วยเหตุนี้ประชากรที่อาศัยอยู่ในทิเบตจึงน้อย

พลเมืองชายของทิเบตกว่าครึ่งบวชเป็นพระ ก่อนจีนจะยึดครองทิเบต ทิเบตมีสามเณริกามากที่สุดในโลก ในทิเบตเคยมีคัมภีร์มากมาย พลเมืองนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด จนได้รับฉายาว่า “แดนแห่งพระธรรม” (land of dharma)

เมืองเอก: ลาซา

ภาษา: ภาษาทิเบต
สกุลเงิน: เงินหยวน เหรินเหมินปี้ (CNY)

ตราสัญลักษณ์ทิเบต ธงของทิเบต
ตราสัญลักษณทิเบต

ธงทิเบต

ภูมิศาสตร์
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ด้านฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย หรือทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะญี่ปุ่นทอดตัวเป็นรูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว จากทางตอนเหนือที่ละติจูด 45 องศา 33 ลิปดาเหนือ มาทางใต้ ที่ละติจูด 20 องศา 25 ลิปดาเหนือ โดยมีความยาวทั้งสิ้น 3,800 กม.

เขตการปกครองตนเองทิเบตตั้งอยู่บนที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็น “หลังคาโลก” โดยมีความสูงของพื้นที่โดยเฉลี่ย 4,572 เมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 1,200,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่ 1 ใน 8 ของพื้นที่ทั้งประเทศ พื้นที่ของทิเบตนั้นสามารถแบ่งได้เป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ พื้นที่ทางตอนเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วยภูเขาอาร์เอ๋อไท่ ภูเขาถางกู่ลา ที่ราบแอ่งกะทะจุ่นก๋าเอ๋อ และทะเลทรายกู่เอ๋อปานทงกู่เท่อ และภูเขาเฟิงตี่ซี โดยพื้นที่ทางตอนเหนือดังกล่าวนั้นคิดเป็นพื้นที่ถึงสองในสามของพื้นที่ทั้ง หมด ส่วนที่สองคือ พื้นที่แถบหุบเขาทางตอนใต้ ประกอบไปด้วยพื้นที่ระหว่างหุบเขาเฟิงตี่ซีและภูเขาหิมาลัย และมีแม่น้าหยาหลู่จ้างปู้ไหลระหว่างกลาง ซึ่งแม่น้าดังกล่าวเป็นแม่น้าที่มีความลึกที่สุดในโลก ทั้งนี้มีความลึกถึง 5,382 เมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้าทะเล 6,000 เมตรขึ้นไป พื้นที่ส่วนที่สามประกอบด้วยภูเขาและหุบเขาทางตะวันออก เป็นลักษณะหุบเขาและภูเขาที่ลดหลั่นสลับกันไป ในแนวนอนจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกตามแนวเทือกเขาคุนหลุน และพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกนั้นก็เป็นที่ตั้งของเทือกเขาหิมาลัย และมียอดเขาเอเวอร์เรสซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูงจากระดับน้าทะเล 8,848.13 เมตร

ตำนาน โบราณบอกว่า ดินแดนทิเบต(ที่เรียกในภาษาโบราณว่า ทูโบ) อยู่ใต้พื้นทะเลมาก่อน ต่อมาผุดขึ้นเหนือน้ำทะเลปกคลุมด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า กลายสภาพเป็น ทิเบตในปัจจุบัน ในพ.ศ. ๒๕๐๗ และ พ.ศ. ๒๕๐๙ มีการสำรวจทางธรณีวิทยาบนเทือกเขาซิสสาปังมา และตูลัง บริเวณเทือกเขาหิมาลัย พบซากสัตว์จำพวกปลาทะเล ความยาวของลำตัว ๓๓ ฟุต ซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลลึก ประมาณ ๑๘๐ล้านปีมาแล้ว นักธรณีวิทยาตั้งชื่าอว่า อิคธีโอเสาร์ส ใน พ.ศ. ๒๕๑๙ มีการสำรวจพบซาก ไดโนเสาร์ ใกล้เชิงเขาทามาละ เขตเมืองแซมโด สันนิษฐานว่ามีชีวิตอยู่มาประมาณ ๓๐ – ๗๐ ล้านปีมาแล้ว ที่ราบสูงทิเบตจัดว่าสูงที่สุดในโลก
ทิเบตเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญ เช่นแม่น้ำพรหมบุตร (ยาร์ลุงซังโป)แม่น้ำแยงซี(จิงเจียง) แม่น้ำโขง (ลันคังเจียง) แม่น้ำสาละวิน (นูเจียง) และมีทะเลสาบ ๔แห่ง คือ
๑) นัมโซะ
๒) ยัมดร๊อกโซะ
๓) ซิลลิงโซะ
๔) มาปัง

ทิเบตมีแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำหยาหลู่จั้งปู้เจียง ซึ่งไหลผ่านหุบเขาใหญ่หยาหลู่จ้างปู้เจียง ที่มีความลึกเป็นที่สุดของโลก คือ 5,382 เมตร

แผนที่เกาะฮ่องกง

* ทิศเหนือ ติดต่อกับ เขตปกครองตนเองชินเจียงอุยกูร์และมณฑลชิงไห่ (ประเทศจีน)
* ทิศใต้ ติดต่อกับ ประเทศเนปาล ประเทศภูฏาน มณฑลยูนนาน (ประเทศจีน) รัฐกะฉิ่น (ประเทศพม่า) รัฐอัสสัม รัฐนาคาแลนด์ (ประเทศอินเดีย) ในปัจจุบัน บริเวณที่มีเขตติดต่อกับประเทศอินเดียนี้ ยังเป็นบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งอินเดียได้อ้างกรรมสิทธิ์เข้ามาปกครอง และเรียกดินแดนบริเวณนี้ว่า อรุณาจัลประเทศ
* ทิศตะวันออก ติดต่อกับ มณฑลเสฉวน (ประเทศจีน)
* ทิศตะวันตก ติดต่อกับ รัฐชัมมูและแคชเมียร์ (ประเทศอินเดีย) และประเทศปากีสถาน

ภูมิอากาศ
เขตที่ราบสูงทางตอนเหนือของทิเบตมีภูมิอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง ฤดูหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ย -20 ถึง 10 องศาเซลเซียส ขณะที่ฤดูร้อนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ความชื้นในอากาศตลอดปีต่ำกว่า 200 มิลลิเมตร ส่วนเทือกเขาทางตอนใต้และตะวันออกของทิเบตมีอากาศอบอุ่นชื้น เช่นเมืองลาซา หลินจือ ชาอวี๋ฯลฯ ในช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิ -2 ถึง 8 องศาเซลเซียส ขณะที่ฤดูร้อนจะอยู่ที่ 15 – 22 องศา ความชื้นในอากาศประมาณ 438- 1,000 มิลลิเมตร

เงินตรา
ควรแลกเงินหยวน จากประเทศไทยไปให้เรียบร้อย อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน : 5.20 บาท (ค่าครองชีพในจีน ตัวอย่าง น้ำเปล่า 1 ขวด 2Y/ มาม่าคัพ 3Y)

ไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าใช้ 220 V และ รูปแบบปลั๊กเช่นเดียวกับเมืองไทย

เวลา
ทิเบตเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

ศาสนา
ดินแดนทิเบต มีความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนามากในอดีต พุทธศาสนาในทิเบตมีเอกลักษณ์เฉพาะคือเป็นการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนานิกาย มหายานทั้งจากอินเดียและจีน ได้รับอิทธิพลจากพุทธศานานิกายตันตระของอินเดีย จนเกิดเป็นนิกายวัชรยานขึ้น ประชาชนใฝ่ธรรมะ เมื่อมีงานบุญ ประชาชนจะเดินทางไปแสวงบุญแม้จะไกลสักเพียงใด ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เห็นอยู่มากมาย แต่เมื่อตกอยู่ในการปกครองของจีนวัดนับพันแห่งทั่วนครลาซา เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแห่งในปัจจุบัน จนแทบไม่เหลือความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

พุทธศาสนาในทิเบตเป็นแบบมหายานเน้นทางวัชรยานและตันตระ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ ภิกษุถือปาติโมกข์ ตามนิกายมูลสรวาสติวาท มีสิกขาบท 253 ข้อ มีความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าต่างจากนิกายเถรวาทคือ นับถือพระธยานิพุทธะ 5 พระองค์ ได้แก่ พระไวโรจนะพุทธะ พระอักโษภยะพุทธะ พระอมิตาภะพุทธะ พระอโมฆสิทธิพุทธะ และพระรัตนสัมภวะพุทธะ นอกจากนี้ยังนับถือพระโพธิสัตว์อีกหลายพระองค์ เช่น พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์และพระชายาคือพระนางตารา พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ และพระวัชรปาณิโพธิสัตว์ เป็นต้น

ลักษณะเด่นอื่นๆของพุทธศาสนาในทิเบตได้แก่ ลามะ ตรรกวิภาษ และการปฏิบัติแบบตันตระ

คำว่าลามะหมายถึงอาจารย์ ในการปฏิบัติธรรมในทิเบต ให้ความสำคัญกับอาจารย์มาก โดยความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ มีผลต่อความสำเร็จของศิษย์ในการปฏิบัติตามสายตันตระ โดยถือว่าลามะเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ โดยเมื่อกล่าวสรณคมน์ ศิษย์จะระลึกถึงลามะเป็นที่พึ่งด้วย

การขอวีซ่า
สถานที่ที่จะทำวีซ่าจะอยู่ที่ AA Building (ชั้น 2) ข้าง ๆ สถานฑูตจีน ถนนรัชดาภิเษก (ฝั่งเดียวกับตึกฟอร์จูน) เวลาทำการของการขอวีซ่าคือ 9.00 – 11.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์

สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินจะสะดวกที่สุด โดยไปลงที่สถานีพระราม 9 ซึ่งให้เดินไปทางออกที่จะไปฟอร์จูนทาวเวอร์ แล้วเดินต่อขึ้นไปทางด้านตึกทรู (แต่ยังฝั่งเดียวกับตึกฟอร์จูน) เมื่อเห็นสะพานลอย ให้มองทางด้านซ้าย ซึ่งคือตึก AA ต่อไปก็เดินเลี้ยวซ้ายเข้าซอยจะเห็นทางเข้าอยู่ข้าง ๆ ตึก ต่อจากนั้นก็กดลิฟท์ไปชั้นสอง หรือจะขึ้นบรรไดก็แล้วแต่ ก็จะเห็นสถานที่รับทำวีซ่า

เอกสารประกอบการขอวีซ่า

1. พาสปอร์ต (มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน)
2. รูปถ่าย 1 นิ้ว (หรือ 2 นิ้ว) จำนวน 1 รูป อันนี้หนึ่งนิ้วจะพอดีกับช่องที่เค้ามีให้ แต่สองนิ้วก็ได้ไม่ว่ากัน
3. แบบฟอร์ม (ซึ่งก็ไปกรอกที่นั่น) หรือสามารถ download ได้ที่เว็บไซท์ของสถานทูตจีน

ประเภทของวีซ่าและอัตราค่าธรรมเนียม

* Single Entry เป็นวีซ่าที่ใช้ครั้ง เดียวทิ้ง (แหะ) ใช้เดินทางเข้าประเทศจีนได้แค่ครั้งเดียว ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับจากวันที่ทำวีซ่า โดยจะอยู่ได้นานถึง 30 วัน แบบเร่งด่วน 1 วัน = 2,200 บาท / 2-3 วัน = 1,800 บาท / 4 วัน = 1,000 บาท

* Double Entry แบบนี้จะเข้าได้แค่สองครั้งภายในครึ่งปี แบบเร่งด่วน 1 วัน = 3,200 บาท / 2-3 วัน = 2,800 บาท / 4 วันเป็นปกติ = 2,000 บาท

* Multiple Entry (ระยะครึ่งปี) แบบนี้จะเข้ากี่ครั้งก็ได้ภายในครึ่งปี แบบเร่งด่วน 1 วัน = 4,200 บาท / 2-3 วัน = 3,800 บาท / 4 วันเป็นปกติ = 3,000 บาท

* Multiple Entry (ระยะหนึ่งปี) แบบนี้จะเข้ากี่ครั้งก็ได้ภายในหนึ่งปี แบบเร่งด่วน 1 วัน = 5,700 บาท / 2-3 วัน = 5,300 บาท / 4 วันเป็นปกติ = 4,500 บาท

ทิเบต

การเดินทาง
โดยเครื่องบิน
การเดินทางไปทิเบตมีสองทางคือจากเนปาลโดยบินจากกัฏมัณฑุไปยังเมืองลาซา และบินผ่านเทือกเขาหิมาลัย บางวันทัศนวิสัยไม่ดีสายการบินอาจยกเลิกได้

อีกเส้นทางหนึ่งคือบินจากเมืองเฉินตูของมลฑลเสฉวนตรงไปยังเมืองลาซา ซึ่งไม่ค่อยมีการยกเลิกเที่ยวบิน

โดยรถไฟ
ทางรถไฟชิงไห่ – ทิเบต มีข้อดีอยู่ ๓ อย่าง คือ

1. ราคาถูกกว่าไปเครื่องบินประมาณ ๒๐๐๐ หยวน
2. การปรับตัวให้เข้ากับความดันอากาศต่ำในที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ของนักท่องเที่ยวจะมีกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป จึงดีกว่าไปทางเครื่องบิน ซึ่งผู้โดยสารมักจะมีอาการแพ้ความดันอากาศต่ำอย่างรุนแรง
3. ระหว่างทางจากเมือง ซีหนิงไปเมืองลาสา มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามมาก ถ้าไปเที่ยวทิเบตโดยเครื่องบินก็จะไม่มีโอกาสชมทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงาม เหล่านี้

Posted in ทัวร์ทิเบต ท่องเที่ยวทิเบต | Comments Off

ข้อมูลทั่วไปมาเลเซีย

April 3rd, 2012 by admin

ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยมีทะเลจีนใต้กั้น ส่วนแรกคือ คาบสมุทรมลายู มีพรมแดนทิศเหนือติดประเทศไทย และทิศใต้ติดกับสิงคโปร์ ส่วนที่สองคือ ทางเหนือของเกาะบอร์เนียว มีพรมแดนทิศใต้ติดอินโดนีเซีย และมีพรมแดนล้อมรอบประเทศบรูไน มาเลเซียเป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มประเทศอาเซียน

ชื่อของประเทศมาเลเซียถูกตั้งขึ้นเมือ พ.ศ. 2506 โดยมีความหมายรวมเอาสหพันธ์มาลายา,สิงค์โปร์,บอเนียวเหนือ และบรูไนเข้าด้วยกัน คำว่า มาเลเชียนี้เดิมเคยถูกใช้เป็นชื่อเรียกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วน ที่เป็นหมู่เกาะมาก่อน ซึ่งปรากฏหลังฐานจากแผนที่ที่ตีพิมในชิคาโกเมื่อปีพ.ศ. 2457 ในการตั้งชื่อประเทศมาเลเซียนั้นมีการนำเสนอชื่ออื่นๆ มากมายก่อนที่จะได้ผลสรุปให้ใช้ชื่อมาเลเซีย หนึ่งในนั้นคือลังกาสุกะ ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองบนแผ่นดินมาเลเซียมาก่อน

เมืองหลวง: กัวลาลัมเปอร์

ภาษาประจำชาติ: ภาษามาเลย์
สกุลเงิน: ริงกิต (RM) (MYR)

ตราสัญลักษณ์ประเทศกัมพูชา ธงชาติประเทศกัมพูชา
ตราสัญลักษณ์มาเลเซีย

ธงชาติมาเลเซีย

ภูมิศาสตร์
ประเทศมาเลเซียมีพื้นที่ 330,307.1 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย มาเลเซียประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ ตั้งอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างละติจูด 1 องศาเหนือ และ 7 องศาเหนือ ลองติจูด 100 องศาตะวันออก และ 120 องศาตะวันออก ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมลายู ในทางภูมิศาสตร์มาเลเซียประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มาเลเซียตะวันตกและมาเลเซียตะวันออกซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเกาะ บอร์เนียว ทั้งสองส่วนแยกห่างจากกันประมาณ 670 กิโลเมตร โดยมีทะเลจีนใต้คั่นอยู่

1. มาเลเซียตะวันตก
มาเลเซียตะวันตกตั้ง อยู่ที่ปลายแหลมเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาเขตทิศเหนือจดประเทศไทยและทิศใต้เป็นประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมาเลเซีย ประกอบด้วยรัฐต่างๆ 11 รัฐ ได้แก่ ยะโฮร์ เคดาห์ กลันตัน มะละกา เนกรี-เซ มบิลัน ปาหัง ปีนัง เปรัค เปอร์ลิส ตรังกานู และเซลังงอร์ ส่วนที่ยาวที่สุดจากรัฐเปอร์ลิสถึงช่องแคบยะโฮร์ ยาว 740 กิโลเมตร ส่วนกว้างที่สุดจากฝั่งตะวันออกถึงฝั่งตะวันตก กว้าง 320 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 131,583.67 ตารางกิโลเมตร
2. มาเลเซียตะวันออก
ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะกาลิมันตัน หรือเกาะบอร์เนียว ประกอบด้วย 2 รัฐคือ ซาบาห์ และซาราวัค โดยมีประเทศบรูไนคั่นอยู่ระหว่างรัฐทั้งสองมีพื้นที่ 198,897.4 ตารางกิโลเมตร

ภูมิอากาศ
มาเลเซียตั้ง อยู่ในเขตภูมิอากาศภาคพื้นสมุทร อากาศร้อนชื้นและฝนตกชุก อยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสลมจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งทำให้เกิดฝนในเขตชายฝั่งตะวันออกของคาบ สมุทรมาเลเซียชาย ฝั่งรัฐซาบาห์และซาราวัค ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน เป็นช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ อุณหภูมิประจำวันโดยเฉลี่ยแตกต่างกันระหว่าง 21-32 องศาเซลเซียส และบริเวณที่สูงมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 26-29 องศาเซลเซียส ความชื้นประมาณร้อยละ 80 จำนวนน้ำฝนวัดได้ต่อปีอยู่ระหว่าง 2,032 ถึง 2,540 มิลลิเมตร

เงินตรา
ริงกิตมาเลเซีย หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า ดอลลาร์มาเลเซีย เป็นเงินตราประจำชาติของประเทศมาเลเซีย ซึ่งแบ่งเป็น 100 เซ็น (รหัสเงินตรา MYR). ดอลลาร์สิงคโปร์และดอลลาร์บรูไนก็เรียกว่า ริงกิต ในภาษามาเลย์ คำว่า ringgit ในภาษามาเลย์แปลว่า “เป็นหยัก ๆ” และใช้อ้างถึงขอบหยัก ๆ ของ เหรียญเงินของประเทศสเปนที่ใช้แพร่หลายในพื้นที่

ในปี พ.ศ. 2380 รูปีได้กลายเป็นเงินตราราชการชนิดเดียวในอาณานิคมช่องแคบ (Straits Settlements) แต่ในปี พ.ศ. 2410 เหรียญเงินได้เป็นเงินตราที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2446 ได้มีการนำดอลลาร์ช่องแคบ (Straits dollar) ออกมาใช้โดย Board of Commissioners of Currency โดยที่ตั้งราคาไว้ที่ 2 ชิลลิง และ 4 เพนซ์ และได้มีการห้ามไม่ให้ธนาคารเอกชนออกธนบัตรเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ได้เกิดความไม่ต่อเนื่องของเงินตรา 2 ครั้ง คือ การยึดครองของประเทศญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485-2487) และการลดค่าเงินของปอนด์สเตอร์ลิงในปี พ.ศ. 2510 เป็นเหตุให้ธนบัตรของ Board of Commissioners of Currency of Malaya and British Borneo ลดค่าไป 15% ในขณะที่ดอลลาร์ของ Bank Negara Malaysia และ Commissioners of Currency ของสิงคโปร์และบรูไนไม่มีการลดค่า

ชื่อภาษามาเลย์ คือ ริงกิต และ เซ็น ได้กลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2518 ก่อนหน้านี้ เงินตราได้เรียกเป็น ดอลลาร์ และ เซนต์ ในภาษาอังกฤษ และ ริงกิต และ เซ็น ในภาษามาเลย์ อย่างไรก็ดี การใช้สัญลักษณ์ดอลลาร์ “$” (หรือ “M$”) ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็น “RM” (Ringgit Malaysia) จนถึงช่วง พ.ศ. 2533

ตั้งแต่วิกฤตทางการเงินในเอเซียเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้มีการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของริงกิตกับดอลลาร์สหรัฐไว้ที่ RM3.80 ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2552 อยู่ที่ 1 ริงกิต ต่อ 8.50 บาท

# ผู้เดินทางเข้าออกประเทศมาเลเซียต้องแจ้งจำนวนเงินซึ่งมีอยู่ขณะเดินทาง
# ผู้ที่มีถิ่นพำนักและไม่มีถิ่นพำนักในประเทศมาเลเซีย ได้รับอนุญาตให้นำเงินมาเลเซียเข้าและออกจากประเทศได้ เป็นจำนวนไม่เกินคนละ 1,000 ริงกิต หรือประมาณ 10,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนเงินตราต่างประเทศ ที่นำเข้ามาเลเซียต่อครั้ง
# ผู้มีถิ่นพำนักในมาเลเซียได้รับอนุญาตให้นำเงินตราต่างประเทศออกจากประเทศได้ต่อคนต่อครั้ง ไม่เกิน 10,000 ริงกิต
# ผู้ไม่มีถิ่นพำนักในประเทศมาเลเซียได้รับอนุญาตให้นำเงิน ตราต่างประเทศออกจาก ประเทศมาเลเซียได้ ตามจำนวนเงินไม่เกินจำนวนที่ได้แจ้งการนำเงินเข้าไว้เมื่อเดินทางเข้าประเทศ มาเลเซีย

หากประสงค์จะขอนำเงินเข้าหรือออกมากกว่าที่กำหนดไว้ สามารถยื่นคำร้องขออนุญาตได้ที่
Director of Exchange Control Development
Bank Negara Malaysia
Jalan Dato’Onn
50480 Kuala Lumpur
Tel. 603-2916473, 2928736, 2988044
ext. 8052/8094/8276
Fax. 603-2937732

ไฟฟ้า
ประเทศมาเลเซียมีระบบไฟฟ้าเป็นแบบ 240 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิร์ซ และใช้ปลั๊กไฟแบบสามขาแบน ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ที่มาเลเซีย ควรพก Adapter ไปด้วย

เวลา
เวลาในประเทศมาเลเซีย เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

ศาสนา
ศาสนาประจำชาติ คือ ศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ดี มีผู้นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ ลัทธิเต๋า ฮินดูหรือซิกห์ อยู่ทั่วไป

การขอวีซ่า
โดยปกติแล้ว คนไทยที่จะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย สามารถอยู่ในมาเลเซียได้นาน 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่หากประสงค์ที่จะอยู่นานกว่านั้น ท่านจะต้องมีวีซ่า ซึ่งท่านสามารถติดต่อขอรับวีซ่า ได้ที่สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย หรือ สถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย จังหวัดสงขลา

การเดินทาง
การเดินทางเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย สามารถเลือกเดินทางได้หลายแบบ คือ

การเดินทางโดยเครื่องบิน: มาเลเซียเป็นประเทศที่มีสนามบินนานาชาติอยู่ถึง 5 แห่งด้วยกัน คือ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ปีนัง ลังกาวี โกตาคินาบาลู และ กูชิง ส่วนสนามบินภายในประเทศ มีอยู่ 14 แห่ง ทั่วประเทศ

การเดินทางโดยรถโดยสารปรับอากาศ: การเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองหาดใหญ่ด้วยรถโดยสารปรับอากาศ แล้วเดินทางต่อเข้าไปยังมาเลเซียด้วยรถตู้ปรับอากาศ หรือ รถโดยสารปรับอากาศ วิธีนี้ถือเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกมากและยังประหยัดอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางไปมาเลเซียได้โดยการโดยสารรถไฟ หรือ อาจขับรถยนต์ส่วนตัวไปก็ได้ แต่ไม่แนะนำวิธีการขับรถเข้าไปมาเลเซียเอง เพราะการดำเนินการค่อนข้างยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง

ส่วนการเดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ภายในประเทศมาเลเซียนั้นนับว่า สะดวกมาก การเดินทางด้วยรถโดยสารปรับอากาศจาก กรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยังเมืองต่างๆในประเทศ จัดว่าสะดวก และ ประหยัดที่สุด ทั้งยังเป็นวิธีการเดินทางที่คนมาเลย์นิยมมากที่สุดอีกด้วย

ข้อแนะนำพิเศษ: สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศมาเลเซีย มีข้อควรระวังคือ อย่าหลงเชื่อรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่งรถปรับอากาศ หรือ ตามสนามบิน ขอให้ท่านตรวจสอบสถานที่ให้ชัดเจนก่อนออกเดินทาง และควรต่อรองราคาให้ดี ท่านมีทางเลือกในการเดินทางอยู่พอสมควร คือ รถเมล์โดยสาร หรือ รถไฟใต้ดิน โดยเฉพาะในกรุงกัวลาลัมเปอร์ การเดินทางและการคมนาคมขนส่งสะดวกสบายมาก มีรถไฟลอยฟ้า และ รถไฟใต้ดินถึง 3 สายด้วยกัน และมีราคาประหยัดมาก

ดอกไม้ประจำชาติ
ดอกไม้ประจำประเทศมาเลเซียคือ ดอกชบา

Posted in ทัวร์มาเลเซีย ท่องเที่ยวมาเลเซีย | Comments Off

« Previous Entries